ตอน กรรมตามสนอง
บุคคลบางคนเมื่อทำกรรมชั่วลงไปแล้ว กรรมชั่วยังไม่ให้ผล ก็สำคัญผิดคิดว่า กรรมดีกรรมชั่วไม่มีจริง จึงชะล่าใจทำอีก และทำต่อไปเรื่อยๆ เหมือนเด็กน้อยเหยียบถ่านไฟที่ขี้เถ้ากลบเอาไว้ แล้วเข้าใจว่าไฟไม่ร้อนแต่พอขี้เถ้าที่กลบไฟนั้นออกไปสิ้น ไฟย่อมไหม้เขาให้เร่าร้อนฉันใด บุคคลผู้ทำกรรมชั่วก็ฉันเดียวกัน เมื่อกรรมชั่วยังไม่ส่งผล เพราะผลแห่งความดีบางอย่างคุ้มครองเขาอยู่ เขาย่อมประมาทเพลิดเพลินในการทำชั่วนั้น
..แสงสุรีย์ยามบ่ายคล้อย ฉาบแสงสีทองผ่องอำไพเสมือนเป็นหัวใจหลักให้วัฏจักรสิ่งรอบข้างดำเนินย่างตามกลไกแบบเสรีภาพ ท้องทุ่งนาเขียวขจีไปด้วยต้นข้าวที่กำลังยืนต้นงามเปรียบเหมือนสาวดรุณีนางแรกแย้มที่แข่งกันอวดทรงสาวแบบที่ชวนให้หนุ่มๆต้องชายตามองแบบมิรู้เบื่อ แมลงปอสามสี่ตัวบินล้อลม บ้างก็จับตามใบข้าวเรียวทำตัวเป็นนิติเวชคล้ายกับกำลังพิสูจน์หลักฐานอะไรบางสิ่งบางอย่างอยู่แบบตั้งอกตั้งใจ โดยมีตั๊กแตนลายพรางสองตัวกำลังซุ่มตัวเงียบกัดกินแทะเล็มใบข้าวเขียวอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ไกล้ๆ
" แอ๊บ... แอ๊บ.. แอ๊บ.. " เสียงเขียดจะนาน้อยลอยคอส่งเสียงร้องอยู่ข้างต้นข้าวเป็นสัญญาณบอกกล่าวให้ศรัตรูในชุดลายพรางเลิกก้าวล้ำรุกรานกับผู้มีพระคุณ เพราะมันใช้กอต้นข้าวแห่งนี้เป็นบ้านที่คอยซ่อนตัวกำบังเมื่อยามมีภัยมาถึงมันนั่นเอง หอยโข่งตัวใหญ่กำลังขยับกายไต่ขึ้นตามลำต้นข้าวอย่างช้าๆเพื่อนำพาตัวเองขึ้นมาพักสายตามองหาวิสัยทัศน์ที่ดีขึ้น ต้นหญ้าขึ้นแซมเขียวขจีอยู่สองข้างคันนาที่ทอดยาวห่างออกไป มองเห็นสระน้ำอยู่ห่างไกลลิบลับ มีต้นใบหม่อนกลุ่มหนึ่งที่ชาวนาปลูกไว้คูสระน้ำขนาดใหญ่กำลังแตกใบเขียวสวยงามแข่งกับใบข้าวในท้องทุ่งกว้างแบบที่ไม่มีใครยอมใครซ๊ะอย่างงั้น และคงต้องเฝ้ารอหาคณะกรรมการผู้ตัดสินมาชี้ชัดว่าใครจะเป็นฝ่ายได้ความงดงามไปครองในที่สุด.
ควันไฟพวยพุ่งขึ้นมาจนจับกันเป็นก้อนลูกใหญ่แล้วตามมาด้วยเปลวเพลิงที่กำลังก่อตัวลุกโชนขึ้นอย่างรวดเร็ว สายลมที่พัดเข้ามาปะทะเบาๆก็สามารถทำให้เพิ่มการเผาไหม้ให้กับไม้กองใหญ่ได้เร็วยิ่งขึ้นจนต้องมีผู้คอยควบคุมอยู่ข้างๆถึงสองคน คนกลุ่มใหญ่ทะยอยเดินออกห่างมาจากจุดนั้นหลังจากที่พวกเราร่วมกันแสดงความไว้อาลัยครั้งสุดท้ายเสร็จสิ้นลง จะมีเหลืออยู่บ้างก็คงเป็นกลุ่มของญาติพี่น้องของผู้ตายที่ยืนทอดสายตามองไปยังเปลวเพลิงที่กำลังบ้าคลั่งโถมไหม้กล่องไม้รูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ซึ่งภายในมีร่างที่ไร้วิญญาณนอนแน่นิ่งอยู่ อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าร่างของมนุษย์ร่างหนึ่งที่มีเนื้อหนังมังสาห่อหุ้มอยู่ก็คงจะเหลือแค่เศษเถ้ากระดูกให้ได้เห็นเท่านั้น ...อ่า.... ชีวิตคนเรามันมีแค่นี้จริงๆหรือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนหนีไม่พ้นจริงๆ จะมีให้เหลือไว้ก็แค่คุณงามความดีที่เล่าสืบกันต่อไป ส่วนใครที่ไม่ทำความดีก็คงจะแย่หนักเข้าไปอีกเพราะนอกจากตายไปแถมยังไม่มีความดีติดตัวไปด้วยอีกคงเป็นสิ่งที่หดหู่ใจเอามากๆ ชีวิตคนเราช่างเป็นอะไรที่ไม่แน่นอนเอาเสียเลยจริงๆ การใช้ชีวิตด้วยความประมาทเหมือนกับว่าเราย่ำเท้าข้างนึงลงไปบนภพภูมิอันต่ำลง ( ฉะนั้นควรต้องรีบฉุดยกขาตัวเองขึ้นมาโดยเร็วพลัน )
เสียงร้องไห้เสียใจยังมีอยู่บ้าง แม้ตัวผู้ตายเองจะไม่ค่อยได้สร้างความดีมากมายนักในตอนที่มีชีวิตอยู่ แต่เมื่อจบชีวิตลงแบบนี้บรรดาพี่น้องก็ยากที่จะทำใจได้ อุบัติเหตุการเสียชีวิตทางรถยนต์ดูจะมีมากขึ้นเป็นเท่าตัว สาเหตุหลักก็เกิดจากการขับขี่โดยประมาทและการดื่มสุราจนเมามาย ซึ่งต้องถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ที่ทำให้เกิดการสูญเสียอย่างใหญ่หลวง บางรายก็บาดเจ็บ บางรายก็ถึงขั้นสาหัสและบางรายก็ถึงกับเสียชีวิต หรือแม้แต่การเสียชีวิตของทิดปักหนุ่มวัย26ปีชาวบ้านหนองนางามแห่งนี้ก็เช่นกัน แม้ชาวบ้านต่างรู้ดีว่าเป็นการเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุที่สุดวิสัยจริง แต่ก็มีชาวบ้านหลายคนหลายกลุ่มที่ลงความเห็นพ้องต้องกันว่า " เป็นเพราะผลของกรรม " ที่ทิดปักกระทำต่อพ่อกับแม่เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ทิดปักนั้นเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นคนที่ชอบดื่มเหล้า พอเมาก็มักจะอาละวาดระรานคนอื่นไปทั่ว หนักเข้าผู้เป็นพ่อเป็นแม่เข้ามาห้ามปรามกลับโดนทิดปักต่อว่าพร้อมกับลงมือทุบตี หรือแม้บางครั้งทิดปักเคยคว้าท่อนไม้ฟาดใส่ผู้เป็นพ่อก็เคยมี แต่เดชะบุญที่ไม้ท่อนนั้นเฉียดผู้เป็นพ่อไปนิดเดียว จนคนทั่วไปที่พบเห็นต่างก็ส่ายหน้าเอือมระอาไปตามๆกัน
และเมื่อสองปีที่แล้วนี่เองเหมือนกับว่าเคราะห์กรรมจากการกระทำที่ไม่สมควรจะให้ผลทันตากับเขา เมื่อทิดปักเข้าทำงานที่โรงไม้แห่งหนึ่งในอำเภอมัญจาคีรีได้เพียงสองเดือน เขาก็ต้องสูญเสียนิ้วมือด้านขวาไปสามนิ้วเนื่องจากโดนเลื่อยไฟฟ้าตัด ชาวบ้านหลายคนลงความเห็นว่าเป็นผลของกรรมที่ทำต่อพ่อแม่ แต่ตัวทิดปักกลับเชื่อว่าเป็นเพราะอาการง่วงนอนของเขาจนต้องทำให้เผลอตัว และผลสุดท้ายเขาก็ต้องมาจบชีวิตลงแบบน่าสยดสยองหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า " ตายโหง " นั่นเอง สองวันที่แล้วทิดปักต้องนำไม้ไปส่งให้กับชาวบ้านตำบลท่าศาลา ซึ่งมีเพื่อนนั่งอยู่ด้านหน้าสองคน ส่วนด้านหลังมีทิดปักและเพื่อนอีกคนนั่งอยู่ด้วย และก็เกิดเหตุการไม่คาดคิดเมื่อรถที่ขับไปด้วยความเร็วเกิดยางระเบิดทำให้เสียหลักพลิกคว่ำ ทำให้กองไม้ที่วางทับกันอยู่เทกระจาดไหลลงมาทับร่างทิดปักสภาพเสียชีวิตคาที่ ส่วนเพื่อนที่นั่งข้างหน้าสองคนบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยและสิ่งที่น่าคิดไปมากกว่านั้น เพื่อนคนที่นั่งข้างหลังกับทิดปักได้รับบาดเจ็บเพียงนิดเดียวเนื่องจากกระดอนออกจากตัวรถด้วยแรงเหวี่ยงตั้งแต่รถตะแคงลงครั้งแรกเลยส่งผลให้ไม่โดนไม้ทับ จึงยิ่งทำให้ชาวบ้านเชื่อหนักเข้าไปอีกว่าเป็นเพราะผลกรรมตามสนองคืนทิดปักนั่นเอง
การยืนดูเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ก็คงจะทำได้แค่ช่วงเวลาไม่นานนักเพราะบรรดาญาติของทิดปักต้องกลับเข้าไปเตรียมงานต่อที่บ้านในฐานะเจ้าภาพ ส่วนทางนี้คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสัปเหร่อคอยดูแลกำกับต่อไป วัดอุดมคีรีเขต แม้จะเป็นวัดขนาดใหญ่ และบ้านหนองนางามเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่พอสมควร แต่กลับยังไม่มีเมรุเผาศพเป็นสัดส่วน ยังคงต้องใช้พื้นที่ของป่าช้าที่อยู่ติดกันกับวัดขึ้นไปเป็นที่ประกอบพิธีกรรม ส่วนเรื่องเมรุเผาศพนั้นขณะนี้ท่านหลวงพ่อพระครูเองก็กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการหางบประมาณมาดำเนินการก่อสร้างอยู่ ซึ่งใจจริงท่านแล้วก็คิดว่าน่าจะทำก่อนศาลาการเปรียญหลังใหญ่นี้ด้วยซ้ำไป เพราะการเผาศพแบบนี้เป็นภาพที่ดูไม่ดีเท่าไรนักแต่ด้วยมติเสียงจากชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นว่าควรทำศาลาการเปรียญเสียก่อนซึ่งต้องเอาไว้ใช้ในงานพิธีสำคัญใหญ่ๆอยู่เรื่อย ทางท่านพระครูเองก็เลยต้องยอมรับกับเสียงข้างมากไป
พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปได้ไม่นานนัก ความมืดก็เข้ามาสับเปลี่ยนหมุนเวียนแบบรู้น่าทีทันที ยืนมองจากขอบหน้าต่างบนกุฏิออกไปด้านหลัง เห็นแสงถ่านไฟจากป่าช้าที่เผาศพยังแดงฉาน ทำให้สามเณรขวัญชัยต้องรีบปิดหน้าต่างกลับเข้ามา คิดหวนกลับไปเห็นภาพตอนบ่ายที่ตัวเขาออกไปชักผ้าบังสุกุลที่ทางมคทายกวัดนำไปพาดไว้ข้างโลงศพ แม้มือจะจับไปที่ผ้าแต่สายตาเขาก็อดที่จะมองเข้าไปดูร่างที่นอนไร้วิญญาณอยู่ไม่ได้ ภาพที่เห็นดูน่ากลัวกว่าที่เขาคิดไว้เยอะเลยเพราะใบหน้าและศรีษะของทิดปักนั้นยุบเบี้ยวไปทั้งแถบ คงจะเป็นเพราะถูกกองไม้ไหลลงทับนั่นเอง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องเผชิญหน้ากับร่างที่ไร้วิญญาณหรือเรียกสั้นๆว่าผีนั่นเอง
" เตรียมโตห่มผ้าได้แล้วเพิน จักหน่อยหลวงพ่อใหญ่กะคือสิเอิ้นแล้ว กั่วสิย่างเข่าไปฮอดบ้านงานเพินอีก " สลัดภาพความคิดออกจากสมองแล้วหันไปบอกกับเพื่อนรักทั้งสองที่กำลังนอนให้ความสนใจกับหนังสือมนต์พิธีเล่มใหญ่อยู่ที่พื้นห้องให้เตรียมตัว โดยห้องนี้พวกเขาสามคนพักอยู่ร่วมกัน สามเณรวีระจักรผุดลุกขึ้นเตรียมตัวแต่ดูเหมือนว่าสามเณรไผ่ศธรจะลุกไม่ขึ้นแถมยังทำสีหน้าให้เพื่อนทั้งสองต้องแปลกใจเข้าไปอีก
" โอยย... เฮาลุกบ่ไหวดอกเพิน เจ็บท้องแฮงบ่แม่นสิเป็นโรคกระเพาะหล่ะหว๋า " ครางออกมาเบาๆใช้มือกุมไปที่ท้องของตัวเอง
" เอ๋า... คือเป็นแบบซี้น้อบาดหนิ เดี๋ยวเฮาแล่นไปบอกหลวงพี่พันก่อนเด้อ " สามเณรขวัญชัยหมายถึงหลวงพี่ที่อยู่ห้องข้างๆนั่นเอง แล้วก็รีบแจ้นออกจากห้องไปทันที ไม่นานนักสามเณรตัวน้อยก็กลับเข้ามาในห้องพร้อมกับหลวงพี่นันโดยที่ทางหลวงพี่ถือขวดยาธาตุน้ำขาวติดมือเข้ามาด้วย " ยา " แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นยาแต่ก็ไม่สามารถทำให้อาการปวดของสามเณรไผ่ศธรหายขาดไปได้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้ทุเลาอาการปวดลงไปได้สักพัก นี่คงจะเป็นเพราะการอดอาหารมื้อเย็นนั่นเอง เนื่องจากยังเป็นเด็กความต้องการทางด้านโภชนาการคือสิ่งจำเป็น และดูเหมือนจำเป็นมากในวัยนี้เสียด้วยซ้ำ แต่ด้วยเหตุผลที่ว่าถ้ายังบริโภคอยู่ก็จะกลายเป็นว่าผิดศิลในข้อที่6ไป ฉะนั้นก็เลยจำเป็นต้องทนปวดไปแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลวงพ่อพระครูเองท่านทราบเรื่องก็เข้ามาดูด้วยเช่นกัน และเมื่อดูอาการและสอบถามสามเณรไผ่ศธรแล้วท่านก็เลยตัดสินใจให้สามเณรตัวน้อยนอนพักในห้องโดยไม่ต้องตามพระและสามเณรรูปอื่นเข้าไปในหมู่บ้าน ซึ่งสามเณรตัวน้อยก็ให้คำยืนยันต่อท่านว่าสามารถอยู่ได้ไม่มีปัญหา ซึ่งหลังจากนั้นท่านก็นำพาพระภิกษุและสามเณรเดินเข้าหมู่บ้านเพื่อไปสวดมนต์เย็นที่บ้านงาน ท่ามกลางบรรยากาศความมืดเริ่มเข้าปกคลุม ปล่อยให้สามเณรตัวน้อยอยู่บนกุฏิเพียงลำพัง
ความเงียบสงบของวัดอุดมคีรีเขตมีมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่มันกลับเงียบวังเวงเข้าไปอีกเมื่อบนกุฏิหลังนี้เหลือเพียงสามเณรตัวน้อยเพียงรูปเดียว สามเณรตัวน้อยออกมายืนมองบรรยากาศภายนอกบนกุฏิ กุฏิหลังนี้ด้านหน้าเปิดกว้างโดยไม่มีแผ่นไม้ตีปิด ทำให้มองเห็นศาลาการเปรียญหลังใหญ่และสิ่งต่างๆโดยรอบได้ชัดเจน ยกเว้นทางด้านหลังกุฏิที่เป็นป่าช้า จะต้องแย้มหน้าต่างออกไปถึงจะมองเห็น แต่มันก็ไม่สมควรที่จะแย้มออกไปดูในช่วงจังหวะที่ต้องอยู่เพียงลำพังเช่นนี้ เพราะมันเงียบสงบจนน่าวังเวงหลังจากที่หลวงพ่อพระครูท่านนำหลวงพี่และสามเณรรูปอื่นเข้าไปยังหมู่บ้านได้สิบกว่านาทีแล้ว และป่านนี้ก็คงน่าจะถึงบ้านงานแล้วเป็นแน่แท้ ศาลาการเปรียญหลังใหญ่เปิดไฟไว้อยู่สองหลอดพอให้เห็นแสงสว่างฟากโน้น ต้นไทรใหญ่ที่อยู่ข้างๆแผ่กิ่งก้านสาขาย้อนเส้นสายลงมาจนดูน่ากลัวโดยที่ใต้ต้นไทรใหญ่มีม้าหินอ่อนวางไว้อยู่รอบโคนต้น สำหรับไว้ให้พระภิกษุสามเณรนั่งอ่านหนังสือหรือไว้ให้ชาวบ้านนักพักผ่อนหย่อนใจเมื่อได้เข้ามาสัมผัสกับบรรยากาศอันร่มรื่นภายในวัด สายตาเริ่มมองสำรวจไปเรื่อยพร้อมกับใจหวิวๆอยู่ลึกๆเมื่อได้อยู่เพียงลำพัง จิตใจหวนคิดไปเห็นภาพในช่วงบ่ายที่ตัวเขาเองต้องออกไปชักผ้าบังสุกุล หันกลับเข้าไปในห้องก็รู้สึกเบาใจหน่อยเมื่อหน้าต่างถูกปิดไว้แล้ว ทำให้ไม่เห็นกองไฟจากป่าช้าที่ห่างออกไปประมาณสี่ร้อยเมตร พยายามสลัดความคิดออกจากสมองแต่ยิ่งพยายามกลับเหมือนทำให้คิดหนักกว่าเดิม คงน่าจะเป็นเพราะอยู่เพียงลำพังกับความเงียบนั่นเอง หันกลับไปมองที่ศาลาหลังใหญ่อีกครั้ง " พรึ๊บบ " สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อ แสงสว่างจากหลอดไฟนีออนที่อยู่บนกุฏิและศาลาการเปรียญหลังใหญ่ดับมืดลงพร้อมๆกันแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้สามเณรตัวน้อยออกอาการตื่นตระหนกถึงกับถอยหลังกรูดทันที..
สายตาเริ่มมองสำรวจไปเรื่อยๆพร้อมกับใจหวิวๆอยู่ลึกๆเมื่อได้อยู่เพียงลำพัง จิตใจหวนคิดไปเห็นภาพในช่วงบ่ายที่ตัวเขาเองต้องออกไปชักผ้าบังสุกุล หันกลับเข้าไปในห้องก็รู้สึกเบาใจหน่อยเมื่อหน้าต่างถูกปิดไว้แล้ว ทำให้ไม่เห็นกองไฟจากป่าช้าที่ห่างออกไปประมาณสี่ร้อยเมตร พยายามสลัดความคิดออกจากสมองแต่ยิ่งพยายามกลับเหมือนทำให้คิดหนักกว่าเดิม คงน่าจะเป็นเพราะอยู่เพียงลำพังกับความเงียบนั่นเอง หันกลับไปมองที่ศาลาหลังใหญ่อีกครั้ง
" พรึ๊บบ " สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อ แสงสว่างจากหลอดไฟนีออนที่อยู่บนกุฏิและศาลาการเปรียญหลังใหญ่ดับมืดลงพร้อมๆกันแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้สามเณรตัวน้อยออกอาการตื่นตระหนกถึงกับถอยหลังกรูดทันที.. ไม่ทันไรความตื่นกลัวก็เข้ามาที่อาการตื่นตระหนก เพราะสิ่งรอบข้างตอนนี้ดูมืดมิด เพ่งสายตามองผ่านเข้าไปยังหมู่บ้านที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักก็ไร้วี่แววซึ่งแสงสว่างให้เห็น
" สงสัยไฟฟ้าสิดับเหมิดเลยมั้ง คือจั่งบ่มีลมฟ้าฝนมันคือดับ.. ฮึเป็นนำบ้านงานเพินใซ้ไฟหลายเกินขนาดบ้อมันเลยซ็อตเอา " คิดปลอบใจตัวเองแต่ก็หวั่นไหวรู้สึกหวิวๆอยู่ข้างในยังไงชอบกล หูตอนนี้เหมือนรู้สึกว่าจะอื้อขึ้นมาดี้อๆ ลืมอาการปวดท้องไปชั่วขณะ สามเณรตัวน้อยเริ่มตั้งสติเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่กำลังเจออยู่ในขณะนี้ เดินถอยหลังเพื่อจะกลับเข้าไปในห้อง
" ปุ๊ก " ศรีษะกระแทกเข้ากับต้นเสากลางของกุฏิเสียงดังหนักแน่น แต่ไม่ยักกะมีเสียงร้องออกมาจากปากเลยสักแอ่ะ คงเพราะกลัวใครจะได้ยินนั่นเอง ต้องหยุดชงักงันให้อาการเจ็บปวดคลายลงสักพักก่อน ตอนนี้พยายามที่จะปรับสภาพสายตาให้คุ้นชินกับความมืดให้ได้โดยเร็วที่สุด และก็รู้สึกว่าจะทำได้ดีด้วยเมื่อเริ่มมองเห็นอะไรเลือนลางท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุมอยู่รอบด้าน
" ฮือ... ฮือ... ฮือ.. " หูแว่วคล้ายได้ยินเสียงคนร้องไห้ดังแว่วมาแต่ไกล มองตรงไปศาลาการเปรียญหลังใหญ่พลันต้องขนลุกซู่ขึ้นมาในทันที เมื่อสายตาไปเจอะเข้ากับสิ่งๆหนึ่งและทำให้สีหน้าแววตาของสามเณรตัวน้อยต้องตื่นตระหนกจนยากที่จะควบคุมสติของตัวเองได้ เพราะสิ่งที่เขามองเห็นก็คือมีร่างดำทะมึนที่กำลังนั่งก้มหน้าอยู่ตรงม้าหินอ่อนใต้ต้นไทรใหญ่ ....ต้องยกมือขึ้นมาขยี้ตาตัวเองเหมือนกับไม่เชื่อว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตอนนี้เป็นเพราะความกลัวจนเกิดมโนภาพภายในจิตขึ้นมาเองหรือเปล่า แต่ขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าภาพที่มองเห็นอยู่ในขณะนี้ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่ยอมหายไปไหน
" ฮือ... ฮือ.. ฮือ .." คล้ายเสียงคนร้องไห้ดังออกมาจากร่างนั้น ฟังแล้วมันช่างเป็นเสียงที่เยือกเย็นเข้าไปถึงข้างในเล่นเอาสามเณรตัวน้อยถึงกับสั่นเทา ความกลัวเข้ามาครอบงำทันที
" อ้ายทิดปัก " สมองนึกไปถึงโดยพลัน และนี่ก็เป็นคืนที่สามแล้วที่ทิดปักเสียชีวิต เคยได้ยินคนกล่าวไว้ว่า ใครก็ตามหลังจากที่เสียชีวิตได้สามวันแล้ว วิญญาณจะเริ่มรู้ตัวเองว่าได้พ้นจากสภาพความเป็นมนุษย์แล้ว และก็จะเกิดความอาลัย นึกได้ สำนึกผิดว่าในช่วงที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่ได้ทำสิ่งไหนลงไปบ้าง ทำให้สามเณรตัวน้อยเริ่มจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิดมากขึ้น สิ่งที่ควรจะทำในตอนนี้ก็คือต้องพยายามกลับเข้าไปในห้องตัวเองให้เร็วที่สุด สายตาตอนนี้ชินกับความมืดแล้วทำให้มองเห็นสภาพบนกุฏิชัดขึ้น มองเห็นห้องตัวเองที่ตอนนี้ประตูเปิดอ้าอยู่ สามเณรไผ่ศธรเดินย่องเบาเข้าไปที่ห้องตัวเองเหมือนกับกลัวว่าร่างดำทะมึนที่ต้นไทรใหญ่จะได้ยินเอา บรรจงดึงประตูห้องปิดเข้ามาแบบแผ่วเบาพร้อมกับค่อยๆใส่ลูกกลอนเสร็จสรรพ
" เฮ้อ " เสียงถอนหายใจโล่งไปเปลาะนึงแต่ก็ยังไม่คลายความกลัวไปได้ ชำเลืองสายตาไปมองที่หน้าต่างที่ตอนนี้ถูกปิดสนิทเช่นกัน แต่กลับทำให้เขาแปลกใจขึ้นมาอีกเมื่อมองเห็นแสงไฟผ่านทะลุช่องไม้ที่แตกปริอยู่ส่องเข้ามาภายในห้อง จนอดที่จะแนบสายตาเพื่อส่องดูให้รู้ว่าเป็นแสงไฟมาจากที่ใด และก็ได้คำตอบทันที เมื่อสายตามองเห็นถ่านไฟสีแดงตรงป่าช้า ทำให้ต้องรีบดึงตัวออกมาจากตรงนั้น ควานหาไม้ขีดกับเทียนเล่มเพื่อที่จะจุด " คันเฮาจุดเทียนผีหลอกแฮ่งต๊ะสิฮู้ว่าเฮาอยู่หม่องหนี่ " ตัดสินใจเลือกที่จะอยู่แบบมืดๆเช่นเดิม เมื่อความกลัวเข้าครอบงำสิ่งที่คิดได้ตอนนี้ก็คือต้องหาที่พึ่งให้กับตัวเอง
" พระพุทธรูป " สมองภายในแว๊บขึ้นมาทันที สามเณรตัวน้อยตัดสินใจค่อยๆปลดกลอนเปิดประตูห้องออกอีกครั้ง แล้วค่อยๆก้มตัวต่ำเดินย่องตรงไปที่ฝั่งทางห้องของหลวงพ่อพระครูฯ จุดมุ่งหมายก็คือโต๊ะหมู่บูชาซึ่งเป็นจุดที่ใช้ทำวัตรสวดมนต์เช้า-เย็น เป็นประจำทุกวัน โต๊ะหมู่นี้มีพระพุทธรูปอยู่หลายองค์ เขาเลือกอุ้มเอาองค์ที่มีขนาดเล็กสุดขึ้นมา ความรู้สึกอุ่นใจมีขึ้นบ้างเล็กน้อย เพราะอย่างน้อยก็เชื่อว่าผีน่าจะกลัวพระพุทธรูปมากกว่าสามเณรน้อย
" ฮือ.. ฮือ.. ฮือ ..ฮือ.. " เสียงเยือกเย็นยังดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทจนต้องรีบย่องกลับเข้าไปในห้องตัวเองอีกครั้ง สามเณรตัวน้อยอุ้มพระพุทธรูปไว้แนบอกนั่งซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดของห้อง เม็ดเหงื่อเริ่มผุดออกมาตามตัว จิตใจตอนนี้พลางนึกไปถึงโยมพ่อให้ออกมาช่วยนำพาให้เขาผ่านพ้นวิกฤติแห่งความกลัวนี้ไปได้ทีเถอะ พยายามข่มเปลือกตาให้หลับลงบังคับสมองไม่ให้นึกไปถึง และก็ทำได้สำเร็จเมื่อความหลับไหลเข้ามาครอบงำแทนความกลัว นานเท่าไรไม่รู้ มารู้สึกตัวก็เมื่อได้ยินเสียงของคนคุยกันดังอยู่ข้างล่างกุฏิ
" อยู่จั่งได๋น้อองค์เดียวลูกเณรเอ๊ย เป็นตาหลูโตนฮ้าย "
" อ้ายนันเจ้าฟ้าวขึ่นไปเบิ่งน้องเร็วๆแน บ่แม่นย้านป้าดโธ้แล้วเบาะ "
" เงียบคัก คือสิอักอยู่ในห่องหล่ะหว๋า "
" เร็วๆแนอ้ายทิดใยไกล้สิอดบ่ไหวคือกันแล้วเด๊ะ "
" อย่าพากันย้านให่น้องเห็นเด้อหล่ะ น้องเณรสิตื่นนำ "
สามเณรตัวน้อยแนบหูลงกับพื้นห้องเพื่อจับสัญญาณเสียงให้ชัด พลันรอยยิ้มก็เกิดขึ้น หัวใจพองโตเพราะเสียงที่เขาได้ยินก็คือเสียงของแม่และพี่ๆเขานั่นเอง บรรจงวางพระพุทธรูปไว้กับหัวนอน กุลีกุจอลุกขึ้นไปปลดกลอนประตูห้องพร้อมกับเรียกหาโยมแม่ที่อยู่ข้างล่างทันที ...แม้ไฟฟ้าจะยังดับอยู่แต่สามเณรตัวน้อยก็เหมือนมีแสงสว่างอยู่ข้างตัวเพราะตอนนี้เขามีแม่และพี่ทั้งสองมานั่งอยู่เป็นเพื่อนให้หายจากความหวาดกลัว ยืนขึ้นมองไปยังศาลาการเปรียญหลังใหญ่ตรงจุดนั้นอีกที ตอนนี้ภาพที่เคยเห็นก่อนหน้านี้ได้อันตรธานหายไปแล้วและเขาก็คงจะเก็บไว้ในใจไม่กล้าที่จะเล่าให้แม่กับพี่ๆฟัง
แสงเทียนก็ถูกจุดให้สว่างขึ้นในเวลาต่อมา
" แม่บ่เห็นเข่าไปในบ้านนำหมู่กะเลยถามเณรขวัญเบิ่ง เลาว่าลูกเณรเจ็บท้องเป็นโรคกระเพาะ แม่กะเลยฟ้าวซวนเอาเอื้อยกับอ้ายเขาออกมาเบิ่งนี้หล่ะ พอดีไฟมันซ็อตอยู่บ้านงานเพินมันกะเลยดับ แม่กะฟ้าวพากันจ้าวออกมาหาย้านลูกเณรย้าน แนวอยู่ผู้เดียวเนาะ "
ป้าไหมบอกและแสดงสีหน้าด้วยความเป็นห่วงออกมา
" ครับโยมแม่ ตอนนี้กะเซาปวดแล้วหล่ะครับ " นึกอยากจะบอกแม่ไปว่าหายปวดเพราะความกลัวผีก็ดูจะกระไรอยู่จึงบอกเฉไฉไปทางอื่น
" ผมกะอยู่ได้อยู่ดอกครับโยมแม่ พอดีอาศัยหลวงพ่อใหญ่เพินกะเลยอุ่นใจบ่ย้านปานได๋ครับ " บอกและชี้มือไปทางโต๊ะหมู่บูชาที่ตั้งอยู่พลางหลบซ่อนสายตาไม่ให้ผู้เป็นแม่รู้เพราะกลัวแม่จะไม่สบายใจ
หลังจากที่ป้าไหม สายใยและทิดนัน นั่งคุยอยู่กับสามเณรไผ่ศธรได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ความสว่างไสวจากหลอดนีออนก็กลับคืนมาในสภาพปรกติ ยังความอุ่นใจให้กับสามเณรตัวน้อยได้มากขึ้น หลังจากนั้นไม่นานนักทางหลวงพ่อพระครูฯ พระลูกวัดรวมไปถึงสามเณรก็กลับมาถึงวัด ทางป้าไหมเองจึงขอตัวกลับ ซึ่งทางสามเณรตัวน้อยเองก็ยืนมองมารดาและพี่ทั้งสองของเขาเดินออกจากวัดไปจนลับสายตา พลางตั้งคำถามในใจกับตัวเองว่าสิ่งที่เห็นอยู่ใต้ร่มไทรใหญ่นั้นเป็นภาพลวงตาหรือภาพจริงกันแน่
" ใยเอ๊ย... อั่นที่พวกเฮาเห็นอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ข้างศาลาอย่าเว้าไปให่ผู้อื่นได้ยินเด้อหล่า เดี๋ยวมันสิไปเข่าหูน้องเณรเฮา แม่หลูโตนน้อง " เสียงป้าไหมบอกกำชับลูกสาวหลังจากที่กลับมาถึงบ้าน พลางขนลุกซู่เมื่อนึกไปเห็นร่างๆหนึ่งในความมืดที่นั่งกุมหน้าร้องไห้อยู่ ซึ่งป้าไหมเองเชื่อว่านั่นคือวิญญาณของทิดปักนั่นเอง.....
รวมงานเขียนส่วนตัวของหนุ่มหน้ามนคนเมืองพุทฯรุทธิ์ อีเกียแดง และผลงานที่ชื่นชอบเป็นการส่วนตัวจากสมาชิก เว็บไซต์ www.isanchula.com {ขอบพระคุณทุกๆท่านที่แวะมาเยี่ยมครับ}
จำนวนการดูหน้าเว็บรวม
วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554
นิยาย กรรมลิขิต 5
ตอน กุศลกรรม 1
..การกระทำความดีที่สมบูรณ์แบบนั้น ต้องทำให้ครบวงจร คือ ดีทั้งเหตุ ดีทั้งผล และทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างได้รับผลดี เช่น ในการปล่อยสัตว์ ผู้ปล่อยก็ได้บุญ คือ รู้สึกดีใจชื่นใจที่ตนได้ทำความดี สัตว์ที่ถูกปล่อยก็ดีใจที่มีชีวิตรอดพ้นจากความตาย หรือพ้นจากการจองจำ.
..ท้องนภาพร่างพราวสว่างไสวไปด้วยมวลของหมู่ดาว ทอแสงแวววาวระยิบระยับตระการตา ประหนึ่งดังทวยเทพเทวาเสกสรรปั้นแต่งแต้มด้วยอำนาจแห่งมนต์ มองเห็นกลุ่มดาวลูกไก่7ดวงจับกลุ่มรวมตัวกันเหมือนกับว่าแม่ไก่คอยคุ้มครองปกป้องลูกน้อยทั้ง6 ด้วยความรักความห่วงใย คอยคุ้ยเขี่ยอาหารหลอกล่อไม่ให้ลูกทั้ง6เดินหนีแยกตัวออกจากกลุ่ม ห่างไปไม่ไกลนักมองเห็นดาว3ดวงอยู่ตำแหน่งไกล้ๆกันมองดูแล้วคล้ายดังกับว่าเป็นรูปของไถ เยื้องกันไปอีกฟากฝั่งนภากาศ มองเห็นดาวประกายพรึกหรือดาวรุ่งดวงใหญ่ทอแสงสว่างไสวอยู่ทางด้านทิศตะวันออก เสียงไก่ขันดังก้องกังวานเพื่อบอกเตือนให้รู้ว่าอีกไม่นานนักเช้าวันใหม่ก็จะเข้ามาเยือน เสียงเขียดน้อยร้องแว่วแผ่วเบาเหมือนกับว่าเหนื่อยล้าอ่อนกำลังหมดเรี่ยวแรงมากับการทำหน้าที่ร้องขับขานมาตลอดทั้งคืนและอีกไม่ช้าก็คงจะเงียบเสียงไปในที่สุด แต่ระยะทางของกาลเวลายังเดินหน้าทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไม่เคยหยุดหรืออ่อนล้าเอาเสียเลย
.. เพียงไม่นานสักเท่าไรนักแสงของเช้าวันใหม่ก็เริ่มฉายขึ้น ท้องนภาค่อยๆเปลี่ยนสีจากความมืดมิดของรัตติกาลทะยานสู่ความสว่างไสวแห่งแสงสุริยะ หลังจากนั้นท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยแสงสีทองอร่ามตาดูน่าชมน่าพิศมัยยิ่ง ผืนดินแห่งทุ่งอีสาน ดินแดนแห่งวัฒนธรรม อารยะ ขนบธรรมเนียมที่เป็นเอกลักษณ์อยู่ในตัว คือเสน่ห์แห่งมนตราที่นำพาทุกอณูแห่งความรู้สึก ที่ล้ำลึก ดูดด่ำ เมื่อได้มาสัมผัสกับแก่นแท้ของดินแดนแห่งอารยะ
..เสียงนกน้อยร้องเซ็งแซ่ โผผินบินออกจากรังเพื่อหาอาหารยังชีพของมันตามวัฏจักรของสิ่งมีชีวิต อากาศยามเช้าดูแสนสดชื่นนัก ท้องทุ่งนาดูเขียวขจีเต็มไปด้วยต้นข้าวที่กำลังสวยงาม ตอนนี้ถูกน้ำค้างเกาะเรียวใบดูเป็นศิลปะอีกแขนงให้เห็นจนเพลิดเพลินตา และต้นข้าวเหล่านี้ก็กำลังทำหน้าที่เติบโต เพื่อให้ชาวนาได้เก็บไว้กินอิ่มท้องเลี้ยงชีพของพวกเขาเฉกเช่นเดียวกัน
เสียงหอกระจายข่าวยามเช้าจากบ้านของกำนันชมก็ยังดังให้ได้ยินอยู่เป็นประจำในทุกๆเช้า เพื่อเป็นการสื่อสารให้ลูกบ้านของแกได้รับรู้ข่าวสารการบ้านการเมืองรวมไปถึงข่าวภูมิภาคต่างๆ แม้ระยะนี้จะเป็นช่วงเข้าพรรษาและชาวบ้านหนองนางามเองก็แล้วเสร็จจากภาระกิจการปักดำกันหมดแล้ว แต่ชาวบ้านแถบนี้ก็ยังมิวายที่จะตื่นเช้าอยู่ดี คงเป็นปรกติวิสัยของพวกเขาที่ถูกปลูกฝังมาช้านานจนต้องกลายเป็นว่าเคยตัวไปเสียแล้วนั่นเอง
.....มิ๊งง..))..... มิ๊งง....))).... มิ๊งง....))))....มิ๊งงง....)))))...มิ๊งงง...)))))...
เสียงระฆังดังแว่วมาจาก วัดอุดมคีรีเขต ก้องกังวานเสนาะหูเป็นลีลาจังหวะในการเคาะ โดยฝีมือของสามเณรไผ่ศธร เป็นสัญญาณบอกบุญให้แก่ชาวบ้านหนองนางามได้เตรียมความพร้อมในการเริ่มทำสิ่งดีๆอันเป็นบุญกุศลให้เกิดขึ้นภายในจิตใจในตอนเช้า ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติสิ่งต่างๆในแต่ละวันต่อไป
" ใยเอ๊ยใย ควดเข่าให่แม่แนหล่า เดี๋ยวเข่ามันสิสุกบ่ทันไปจังหันน้องเณรเด้ " เสียงป้าไหมดังแว่วมาจากนอกบ้านบอกลูกสาวให้กลับด้านข้าวที่นึ่งอยู่บนเตาไฟ ตอนนี้แกกำลังนั่งเอาใบหม่อนให้กับตัวไหมกิน โรงเรือนที่แกเลี้ยงไหมนี้ถูกทำขึ้นมาด้วยฝีมือของแกเอง ชั้นไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกตีเป็นช่องให้พอเหมาะสำหรับสอดกระด้งเข้าไปวางสามารถรองรับกับกระด้งได้เกือบสามสิบใบเลยทีเดียว มันถูกวางตั้งไว้อย่างแข็งแรง โดยที่ขาโต๊ะทั้งหมดป้าไหมจะรองด้วยภาชนะดินเผาขนาดเล็กที่เป็นแอ่ง เติมน้ำเข้าไปเพื่อป้องกันมดแมลงหรือสิ่งต่างๆที่เป็นศัตรูของตัวไหมแก เรียกว่ามดไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเลยก็ว่าได้ เพราะนี่คืออาชีพเสริมที่สร้างรายได้ให้กับแกอย่างเป็นล่ำเป็นสันเลยเชียว
" อีแม่สิไปใส่บาตรหรือไปวัดเองเลยหล่ะ " สายใยถามขึ้นหลังจากที่เดินเข้าไปทำตามจุดประสงค์ของผู้เป็นแม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว
" แม่สิไปวัดเองดอก ไปหาซื้อปลาทูมาทอดให่น้องเณรแนไป๋หล่า ซี้อเอาขนมตะโก้แนวน้องมักมานำแนเด้อ เดี๋ยวจักหน่อยแม่กะเกียม้อนแล้วดอก " ปากบอกลูกสาวแต่มือยังสาละวนอยู่กับการจับใบหม่อนวางทับลงไปบนตัวไหม
" อ้ายนันเจ้าอัดน้ำป่องอยู่คูหลุมดีบ่หล่ะ บ่แม่นมันฮั่วอีกแล้วติอ้าย แบกบักจกออกไปส่องเบิ่งอีกแนไป๋ " เธอเอ่ยกับสามีขณะเดินออกจากบ้านเพื่อไปร้านค้าบ้านลุงมวลที่อยู่ห่างกันไปไม่ไกลนัก
" เอ้อ... อ้ายสิออกไปเบิ่งเดี๋ยวนี้หล่ะ ฟ้าวไปฟ้าวกลับมาแนหล่ะมันสิบ่ทันจังหันเด้ " ตอบกลับพร้อมกับเดินไปเอาจอบที่วางอยู่ข้างบ้านเดินออกไปทุ่งนาอย่างคนว่าง่าย
เนื่องจากบ้านหนองนางามเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ การบิณฑบาตจึงต้องแยกออกเป็น3สาย เพื่อให้ทั่วถึงกับศรัทธาของชาวบ้าน โดยที่คุ้มด้านทิศตะวันออกตอนนี้สามเณรขวัญชัยและสามเณรไผ่ศธรเดินอุ้มบาตรเดินตามหลัง โดยมีหลวงพี่สองรูปเดินนำหน้า คุ้มเหนือก็เป็นหลวงพ่อพระครูฯพร้อมด้วยพระลูกวัด2รูปและก็สามเณรอีกหนึ่งนั่นก็คือ สามเณรวีระจักรนั่นเอง ส่วนทางคุ้มใต้ก็มีพระสองรูปและสามเณรอีกสองรูปเช่นกัน เนื่องจากที่เป็นสามเณรรูปร่างเล็ก เวลาอุ้มบาตรแล้วจึงเป็นภาพที่เห็นแล้วชวนให้เกิดรอยยิ้มแก่บรรดาญาติโยมที่คอยมาใส่บาตร
" อุ้มไหวบ่น้อพี่เณร อุ้มดีๆเด้อขอรับ บาตรสิหลุดมือเด้ " บ่อยครั้งที่จะได้ยินเสียงแซวจากชาวบ้านจนสามเณรไผ่ศธรต้องยิ้มตอบกลับไปและครั้งนี้ก็เช่นกัน
" ไหวอยู่ครับโยมน้าติ่ง บ่หลุดดอกครับกอดไว้แหน่นอยู่ " ตอบด้วยอาการสำรวม ใบหน้าคล้ายอิ่มบุญน่าชวนมอง
" แต่ว่ามื้อนี้เลขออก บ่ได้โตดีโผดผายแนบ่น้อขอรับ" ไม่มีคำตอบ สิ่งที่โยมน้าติ่งได้รับกลับไปก็คือรอยยิ้มนั่นเอง
" เณรขวัญย่างดีๆเด้อ ข่างหน่ามีบวกน้ำอยู่หน่อยนึง " สามเณรไผ่ศธรบอกสามเณรขวัญชัยเพื่อนรักที่เดินตามหลังมาระวังกับแอ่งน้ำขนาดเล็กที่อยู่ข้างหน้า
" อื้อ.. เฮาระวังอยู่เพิน " ตอบกลับไป แม้จะบวชเป็นสามเณรแล้วแต่ด้วยที่เป็นเพื่อนสนิทคำพูดที่เคยพูดมาแต่ไหนแต่ไรจึงดูจะยังติดปากอยู่แบบนี้เรื่อยๆ ในแต่ละเช้าดูเหมือนว่าชาวบ้านที่ฝักใฝ่ในบุญกุศลคอยทะนุบำรุงพระศาสนาดูจะมีมากมายจนน่าปลื้มใจ หมู่บ้านที่ดีที่จะเจริญก้าวหน้าไปได้ไว ก็จำเป็นต้องมีวัดดีพระดีคอยชี้แนะปลูกฝังทางด้านคุณธรรม ส่วนวัดที่จะเจริญไปได้อยู่ได้ก็ต้องมีบ้านและมีศรัทธาอันแรงกล้าของชาวบ้านคอยช่วยเหลือทะนุบำรุงด้วยเช่นกันจึงจะอยู่รอด สรุปแล้วต่างฝ่ายก็ต้องคอยช่วยเหลือประคับประคองกันทั้งสองฝ่ายดังมีคำกล่าวไว้ว่า
" วัดจะดีมีหลักฐานเพราะบ้านช่วย
บ้านจะสวยเพราะมีวัดดัดนิสัย
บ้านกับวัดผลัดกันช่วยก็อวยชัย
ถ้าขัดกันก็บรรลัยทั้งสองทาง "
การเดินบิณฑบาตผ่านมาเรื่อยๆจนผ่านมาถึงหน้าบ้านที่ตัวเองเคยพักอาศัย พลันรอยยิ้มก็ผุดขึ้นมาจากใบหน้าอันกลมมน เมื่อสายตามองไปเห็นโยมพี่สาวที่นั่งพนมมืออยู่หน้าบ้าน
" น้องเณร เดี๋ยวแม่เลาสิออกไปวัดพุ้นหล่ะจ้า " เสียงโยมพี่สาวดังแว่วเข้าหูสามเณรไผ่ศธร ไม่มีคำพูดหลุดออกมาจากปาก แต่มีรอยยิ้มปนทะเล้นนิดๆผุดขึ้นมาแทน พร้อมกับเดินก้มหน้าด้วยอาการสำรวม จนสายใยอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อเห็นอากัปกิริยาของน้องชาย..
วัดอุดมคีรีเขต ถือเป็นวัดที่มีความสงบเงียบและร่มรื่นเป็นยิ่งนัก เพราะภายในวัดแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่อยู่มากมายหลายชนิด ซึ่งทางหลวงพ่อท่านพระครูฯ ท่านได้นำพระภิกษุสามเณรและชาวบ้านร่วมกันปลูกขึ้นมาเป็นประจำทุกๆปีมิได้ขาด ตอนนี้บริเวณวัดต่างเต็มไปด้วยต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขา ให้ร่มเงาแก่พระภิกษุสามเณรภายในวัดรวมไปถึงบรรดาชาวบ้านเหล่าพุทธศาสนิกชนผู้ใจบุญทั้งหลายที่ผ่านไปผ่านมา อีกทั้งต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ยังช่วยเป็นที่พำนักพักอาศัยให้กับบรรดาเหล่านกน้อยหลากหลายสายพันธุ์ได้อาศัยเป็นที่หากินและหลับนอน โดยจะเห็นอยู่มากมายในช่วงเวลาพลบค่ำที่พากันส่งเสียงร้องเซ็งแซ่
ซึ่งก็นับว่าพวกมันตัดสินใจเลือกที่พำนักได้ถูกที่เป็นยิ่งนักเพราะสถานที่แห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารของพวกมัน โดยที่ข้างศาลาการเปรียญหลังใหญ่มีต้นไทรอยู่หลายต้นทีเดียว และเนื่องด้วยทางวัดเป็นเขตอภัยทานจึงทำให้บรรดาชาวบ้านไม่กล้าที่จะล่วงล้ำเข้ามายิงหรือทำอันตรายกับพวกนกเหล่านี้ได้ จึงทำให้พวกมันต่างพากันบินเข้ามาอาศัยร่มเงาพึ่งใบบุญกับสถานที่แห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยส่วนมากก็น่าจะบินมาจากภูเม็ง ภูเขาลูกใหญ่ซึ่งอยู่ห่างจากวัดแห่งนี้ไปไม่ไกลเท่าใดนัก
โดยทางหลวงพ่อพระครูฯท่านก็ให้ทางพระลูกวัดเขียนป้ายขนาดใหญ่ติดไว้อย่างชัดเจนว่า เขตอภัยทาน ซึ่งแปลความหมายง่ายๆแบบที่ชาวบ้านเราเข้าใจก็คือสถานที่หรือบริเวณการให้ชีวิตการให้อภัยเป็นทานนั่นเอง นอกจากนั้นก็ยังมีป้ายต่างๆที่ติดอยู่ตามต้นไม้ใหญ่เรียงรายอยู่ทั่วไป เพื่อให้เป็นแง่คิดหรือคำสอน คำเตือนสติเตือนใจแก่พุทธศาสนิกชนที่ผ่านเข้ามาได้อ่าน เก็บซึมซับ เพื่อเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตประจำวันด้วยความไม่ประมาทนั่นเอง
" ..แป๊ง.. แป๊งง..... แป๊ง.. แป๊งง..... แป๊ง.. แป๊งง.. "
เสียงระฆังลูกเล็กดังแว่วกังวานมาจากบนศาลาการเปรียญหลังใหญ่ เป็นการสื่อความหมายให้กับพระภิกษุ-สามเณร ภายในวัดอุดมคีรีเขตได้รู้ว่า ขณะนี้การจัดเตรียมสำรับภัตตาหารเช้าได้พร้อมเสร็จสรรพแล้วและขอนิมนต์ทุกรูปพร้อมกันบนศาลา
" เณรจักร..เณรขวัญ..โตห่มผ้าแล้วฟ้าวแล่นนำเฮาไปเด้อ เฮาสิฟ้าวขึ่นไปหาโยมแม่เพินก่อน " เสียงสามเณรไผ่ศธรบอกเพื่อนรักทั้งสองหลังจากที่ตัวเองห่มผ้าเสร็จเรียบร้อยก่อนแล้ว พลางกึ่งเดินกึ่งวิ่งลงบันไดกุฏิตรงไปยังศาลาการเปรียญหลังใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลกันนัก ซึ่งตอนนี้ทางหลวงพี่และสามเณรยังไม่ได้ลงมาจากกุฏิเลยสักรูป ...และเมื่อสามเณรไผ่ศธรเดินขึ้นไปบนศาลาการเปรียญหลังใหญ่ก็ต้องเจอกับรอยยิ้มของผู้เป็นแม่ที่นั่งจ้องมองตั้งแต่เห็นเขาแว๊บแรกแล้วรวมไปถึงญาตโยมอีกนับสิบคน จนต้องก้มหน้าซ่อนแววตาอันแสนซนที่ปนไปด้วยรอยยิ้มออกมา
" ตั้งแต่มาบวชเป็นเณรน้อยอยู่วัดฮู้สึกว่าสิขี่ฮ้ายโตขึ่นหลายเนาะป้าไหม เบิ่งหน่าเบิ่งแก้มเลาแนเต็มจุ้มบุ้มอยู่ เป็นตาฮั๊กกะด้อ " ป้าอ้อยเอ่ยเบาๆกับป้าไหมสายตาจับจ้องไปที่สามเณรไผ่ศธรอีกคู่ ทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวขวัญถึงต้องก้มหน้ายิ้มแบบอายๆหนักเข้าไปกว่าเดิมอีก เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังถูกจ้องมองนึกจะดึงชายผ้าจีวรที่ตัวเองห่มอยู่ขึ้นมากัดเล่นสักหน่อยเพื่อแก้เขินก็ดูกระไรอยู่ แต่ก็ตัดสินใจเดินก้มหน้าเข้าไปหาผู้เป็นแม่พลางเอ่ยเบาๆด้วยอาการสำรวม
" โยมแม่อย่าฟ้าวกลับบ้านเด้อ ให่ผมฉันเข่าแล้วก่อน " และเดินยิ้มก้มหน้ากลับไปนั่งที่ประจำ
" เห็นลูกแบบซี้แล้วกะมีแฮงใจอยู่เลิกๆ คันพ่อเขายังอยู่ได้เห็นลูกซายคองผ้าเหลืองแบบซี้เลากะคือสิดีใจคักอยู่คือกัน ตั้งแต่บวชมากะฮู้สึกว่าเณรเพินเปลี่ยนไปจากเก่าหลาย บ่ค่อยปากค่อยเว้าอยากอายเป๊นเป็น " พลางนึกไปถึงผู้เป็นสามีที่จากไปแบบไม่มีวันหวนคืนกลับ ...หลังจากนั้นสักพักสามเณรขวัญชัยและสามเณรวีระจักรก็ตามขึ้นมาทำให้สามเณรไผ่ศธรต้องผ่อนคลายสีหน้าลงไปบ้าง เมื่อสายตาของโยมแม่และโยมป้าอ้อยหันไปให้ความสนใจกับเพื่อนรักทั้งสองแทน เมื่อหลวงพ่อพระครูและหลวงพี่รวมถึงสามเณรทุกรูปมาพร้อมกันหมดแล้ว บาตรและสำรับภัตตาหารก็ถูกยกมาวางไว้ประจำตรงหน้า ที่พระภิกษุแต่ละรูปนั่งอยู่ แต่จะต่างหน่อยก็ตรงสามเณรเพราะสามเณรไกรลาศกับสามเณรสุทัศน์ต้องฉันร่วมกัน และ3สามเณรเพื่อนรักต้องตีวงหันหน้าฉันข้าวสำรับเดียวเช่นกัน
การให้พรญาตโยมที่มาถวายภัตตาหารยามเช้าผ่านพ้นไปแล้ว ป้าไหมต้องนั่งรอให้สามเณรไผ่ศธรลูกรักฉันข้าวเสร็จก่อนซึ่งก็มีชาวบ้านหลายคนที่นั่งอยู่เป็นเพื่อนเพื่อคอยที่จะล้างถ้วยจานสำรับใส่กับข้าวหลังจากที่พระภิกษุสามเณรฉันเสร็จเรียบร้อยแล้วนั่นเอง
" โยมแม่มื้อคืนนี้ผมฝันเห็นพ่อ " เสียงสามเณรไผ่ศธรดังขึ้นหลังจากที่ปลีกตัวเดินลงมาจากศาลาหลังใหญ่เข้าไปหาแม่ของเขาที่นั่งอยู่ข้างกำแพงวัด โดยข้างกำแพงมีอักษรชื่อตัวใหญ่เขียนไว้ชัดเจนว่า นายไกร แม้นมัญจา ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่ป้าไหมแกจะต้องมาเป็นประจำหลังจากที่ทำบุญใส่บาตรรับศีลรับพรเสร็จแล้ว เพื่อกรวดน้ำอุทิศผลบุญให้ผู้เป็นสามีที่ล่วงลับไปนั่งเอง
" ลูกเณรฝันเห็นพ่อเขาจั่งได๋หล่ะ " ?????
" ผมฝันว่าอี๊พ่อเพินมาหาอยู่บ้านเฮา พ่อเลาย่างขึ่นมาเทิงบ้านแล้วกะยิ้มให่ผม เบิ่งแล้วคล้ายๆว่าเลาสิดีใจอีหยั๋งอยู่จักอย่างนี้หล่ะโยมแม่ " พลางครุ่นคิดถึงความฝันตัวเองเมื่อคืน
" พ่อเขาดีใจที่เห็นลูกซายห่มผ้าเหลืองหล่ะหว๋าลูก บ่แม่นต๊ะพ่อเขาสิดีใจดอก แม่เองหรือว่าเอื้อยใยกะดีใจคือกัน ลูกเณรตั้งใจท่องหนังสือตั้งใจเฮียนเด้อ แม่นั่งฟังเสียงเทศน์อยู่เทิงศาลาเสียงใสแจ๋วเอาโล้ด เก่งแล้ว " บอกยิ้มๆ
" ครับโยมแม่ แต่ตอนนี้ผมกะท่องหลายคักอยู่เทิงต้องท่องคำสวดมนต์ที่ต้องใช้ หลวงพ่อพระครูใหญ่เพินขีดวงไว้ให่ว่าต้องใช้อันใด๋แน เบิ่งแล้วกะหลายกะด้อ อีกจักหน่อยผมกะสิได้ไปเข้าห่องเรียนอีกแล้วครับแต่อันนี้กะดีอย่างว่าหลวงพี่กัณหาที่เพินสอนเพินใจดีหลายแถมมีแนวเว้าให่หัวร่อพ้อม " สามเณรตัวเล็กหมายถึงการเรียนนักธรรมตรีที่ทางหลวงพ่อพระครูฯจัดสถานที่เรียนขึ้นที่ศาลาหลังเล็กข้างๆกุฏิโดยมอบหมายให้หลวงพี่กัณหาเป็นผู้สอนซึ่งจะมีสอนทั้งหลักสูตรนักธรรมตรีและธรรมโทด้วย เมื่อเรียนจบแล้วในช่วงเดือนพฤศจิกายนก็ต้องเข้าสนามสอบที่วัดในตัวอำเภอต่อไป
" ยามมื้อแลงพากันหิวเข่าแนบ่หล่ะ อย่าพากันไปหาลักกินเข่าแลงเด้อลูกมันสิบาปเอาเด้ " ยิ้มมองลูกชายด้วยความเอ็นดู
" หิวแต่กะอดได้อยู่ครับ คิก.. คิก.. ผมมีโอวัลตินไมโลที่โยมเพินนำมาถวายหลวงพ่อพระครูใหญ่อยู่ ยามแลงพากันเสียบกาน้ำฮ้อนซงกินแก้หิวเข่าได้อยู่โยมแม่ " บอกด้วยอาการใสซื่อ
" คันเหมิดหรือว่าบ่มีฉันกะบอกแม่เด้อแม่สิซื้อมาถวาย อย่าไปอดเด้อหล่ะเดี๋ยวสิเป็นโรคกระเพาะเอาได้ แม่กลับก่อนลูกเณรม้อนแม่กำลังใหญ่ ตอนนี้แม่กะกำลังยากนำหาเก็บมอญมาเกียอยู่ "
" ครับ.. โยมแม่กลับสาผมกะสิไปเตรียมโตเข่าห่องเรียนก่อน การบ้านหลวงพี่กัณหาให่มามื้อวานยังบ่แล้วอยู่สองข่อ " เอ่ยยิ้มๆ
สามเณรตัวน้อยยืนมองตามหลังผู้เป็นแม่ที่เดินห่างออกไปจนลับสายตา พร้อมกับคิดในใจว่าจะต้องตั้งมั่นปฏิบัติตัวเองไปในทางที่ดีเพื่อให้แม่ของเขาได้ภูมิใจ แม้ชีวิตของเขาจะเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนและแร้นแค้นแต่สิ่งหนึ่งที่ตัวเขาได้รับและถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ไหนแต่ไรก็คือความรักความอ่อนโยนและความอดทนที่แม่เขาเป็นผู้ที่มอบให้มา และเขาจะต้องทำให้แม่ของเขาได้เห็นว่าแม้เขาจะไม่มีโอกาสมากมายเหมือนอย่างคนอื่นๆทั่วไป แต่เขาก็สามารถสร้างรอยยิ้มให้กับแม่ของเขาได้เช่นกัน และเขาเองก็เชื่อว่าแม่คงจะไม่ต้องการอะไรมากมายนักนอกจากเห็นเขาเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นคนที่ดีไม่สร้างความเดือนร้อนให้ใคร รอยยิ้มผุดขึ้นเมื่อสมองนึกไปถึงแต่สายตากลับหันไปมองที่ข้างกำแพงพร้อมกับพูดเบาๆออกมา
" โยมพ่อนำเบิ่งนำแยงผมแนเด้อครับ "
สามเณรตัวน้อยยืนสงบนิ่งมองกำแพงวัด หัวใจปนไปด้วยความสุขอยู่ลึกๆเหมือนกับว่าที่กำแพงแห่งนี้เป็นเสมือนเกราะแก้วที่คอยปกป้องคุ้มครองคอยกำบัง คอยเติมพลังให้แรงใจดวงน้อยๆดวงนี้ได้ก้าวเดินหน้าต่อไปด้วยความเข้มแข็งอย่างไม่ย่อท้อ แม้จะไม่มีเสียงตอบรับกลับมาแต่ความรู้สึกที่เขาสัมผัสได้ช่างเหมือนกับว่าพ่อของเขายืนยิ้มให้และพร้อมที่จะเดินเคียงข้างเขาตลอดไป
" เณรไผ่.... เณรไผ่... การบ้านบ่ทันแล้วฟ้าวมาเร็วๆ พอให่เฮาลอกนำแน " เสียงสามเณรวีระจักรร้องเรียกพร้อมกับกวักมือหลังจากนำข้าวก้นบาตรที่เหลือจากการฉันในแต่ละวันออกไปตากแดดบนแคร่ไม้ไผ่ขนาดใหญ่เสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อข้าวเหล่านี้แห้งก็สามารถนำไปแปรรูปได้หลายอย่างแต่ส่วนมากทางวัดก็ไม่ค่อยจะมีเก็บไว้เพราะในแต่ละวันจะมีชาวบ้านออกมาซื้อหรือบูชาไปอยู่เป็นประจำ เงินที่ได้จากการบูชาทางหลวงพ่อพระครูท่านเองก็เก็บไว้เป็นส่วนกลางเพื่อนำไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟจิปาถะทั่วไปภายในวัดนั่นเอง ....เสียงเรียกของเพื่อนทำให้สามเณรตัวน้อยต้องเดินหันหลังออกมาจากจุดนั้น เห็นเพื่อนรักยืนกวักมือเรียกแล้วก็นึกหัวเราะอยู่ในใจพร้อมกับพึมพำออกมา
" เฮากะบ่ทันแล้วคือกันเพิน อีกตั้งสองข่อพุ้น "
เสียงท่องหนังสือสวดมนต์ดังก้องอยู่เป็นจุดๆ แสงสว่างจากเปลวเทียนบอกให้รู้ว่าใครอยู่จุดไหนกันบ้าง คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด ทำให้บรรยากาศภายในวัดอุดมคีรีเขตดูสงบเงียบวังเวงเข้าไปอีกแม้จะเป็นเวลาแค่สองทุ่มก็ตามที สามเณรไผ่ศธรเลือกนั่งจุดเทียนท่องหนังสืออยู่ใต้ต้นประดู่ขนาดใหญ่โดยมีสามเณรวีระจักรเพื่อนรักนั่งอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ถัดกันไปไม่ไกลนัก ซึ่งสามารถมองฝ่าความมืดเห็นกันได้ การปลีกตัวออกมาโดยอาศัยความสงบเงียบจะสามารถทำให้สมองท่องจำได้ง่ายขึ้นนั่งเอง ส่วนแสงของเทียนที่ถัดกันไปฟากโน้นก็เป็นสามเณรไกลลาศและสามเณรสุทัศท์โดยมีหลวงพี่รูปหนึ่งนั่งเล่นอยู่ด้วยข้างๆ
" ..แอ๊ดดด... ปึ๊งง..)) " เสียงประตูของห้องน้ำถูกปิดเข้า ทำให้เสียงท่องหนังสือของสามเณรไผ่ศธรและสามเณรวีระจักรต้องหยุดชะงักลง สายตาหันขวับมองหน้ากันฝ่าความมืดพร้อมกับยิ้มให้กันแบบมีเลศนัย แสงเทียนที่ใต้ต้นประดู่และต้นไทรใหญ่ถูกดับมอดลงทันที ภายในห้องน้ำขนาดเล็กตอนนี้ มีเสียงน้ำถูกเทราดลงกับพื้นพร้อมมองเห็นแสงไฟจากหลอดนีออนเล็ดลอดออกมาพอสลัว สองสหายพยักหน้าให้สัญญาณกันฝ่าความมืดพร้อมที่ลงมือปฏิบัติแผนการจู่โจมในทันที
" ..ครื๊ดดด... ครื๊ดดด... ครื๊ดด... " เสียงของกิ่งมะม่วงครูดกับสังกะสีหลังคาห้องน้ำโดยฝีมือของสามเณรวีระจักรที่ใช้ไม้ตะขอดึงโน้มเข้ามาให้ปะทะแผ่นสังกะสีจนเกิดเสียงดัง
".. หึ... หึ... หึ... หึ หึ... " เสียงสามเณรไผ่ศธรดังขึ้นรับกับเสียงของกิ่งไม้อย่างรู้จังหวะหน้าที่ และก็ได้ผลทันที !!!!! เมื่อเสียงน้ำที่เทราดเมื่อสักครู่นี้สงบเงียบไปทันที เหมือนกับว่าจะหยุดฟังอะไรสักอย่างเพื่อความแน่ใจ
" ..ครื๊ดดด... ครื๊ดดด... ครื๊ดดด... หึ..หึ...หึ...หึ.. " เสียงแปลกปลอมดังขึ้นมาให้ได้ยินอีกครั้ง และเหมือนว่าบุคคลที่อยู่ข้างในตอนนี้สุดที่จะกลั้น ประตูห้องน้ำถูกเปิงผางออกมาแบบกระทันหัน พร้อมกับร่างของสามเณรขวัญชัยตัวน้อยที่เนื้อตัวตอนนี้เต็มไปด้วยคราบฟองของสบู่ วิ่งออกจากห้องน้ำตรงขึ้นกุฏิแบบคนกลัวสุดขีดจนสบงที่นุ่งอยู่เกือบหลุดรุ่ยจนน่าหวาดเสียวแทน
"...ก๊ากกก ..เอิ๊กๆๆ ..คิก.. คิก ..คิก.. โอย.. เจ็บท้อง "
เสียงหัวเราะของอาคันตุกะยามรัตติกาลทั้งสอง ดังขึ้นอยู่หลังห้องน้ำแบบสุดที่จะกลั้น เมื่อสายตามองเห็นสภาพของเพื่อนรักอีกคน...
..การกระทำความดีที่สมบูรณ์แบบนั้น ต้องทำให้ครบวงจร คือ ดีทั้งเหตุ ดีทั้งผล และทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างได้รับผลดี เช่น ในการปล่อยสัตว์ ผู้ปล่อยก็ได้บุญ คือ รู้สึกดีใจชื่นใจที่ตนได้ทำความดี สัตว์ที่ถูกปล่อยก็ดีใจที่มีชีวิตรอดพ้นจากความตาย หรือพ้นจากการจองจำ.
..ท้องนภาพร่างพราวสว่างไสวไปด้วยมวลของหมู่ดาว ทอแสงแวววาวระยิบระยับตระการตา ประหนึ่งดังทวยเทพเทวาเสกสรรปั้นแต่งแต้มด้วยอำนาจแห่งมนต์ มองเห็นกลุ่มดาวลูกไก่7ดวงจับกลุ่มรวมตัวกันเหมือนกับว่าแม่ไก่คอยคุ้มครองปกป้องลูกน้อยทั้ง6 ด้วยความรักความห่วงใย คอยคุ้ยเขี่ยอาหารหลอกล่อไม่ให้ลูกทั้ง6เดินหนีแยกตัวออกจากกลุ่ม ห่างไปไม่ไกลนักมองเห็นดาว3ดวงอยู่ตำแหน่งไกล้ๆกันมองดูแล้วคล้ายดังกับว่าเป็นรูปของไถ เยื้องกันไปอีกฟากฝั่งนภากาศ มองเห็นดาวประกายพรึกหรือดาวรุ่งดวงใหญ่ทอแสงสว่างไสวอยู่ทางด้านทิศตะวันออก เสียงไก่ขันดังก้องกังวานเพื่อบอกเตือนให้รู้ว่าอีกไม่นานนักเช้าวันใหม่ก็จะเข้ามาเยือน เสียงเขียดน้อยร้องแว่วแผ่วเบาเหมือนกับว่าเหนื่อยล้าอ่อนกำลังหมดเรี่ยวแรงมากับการทำหน้าที่ร้องขับขานมาตลอดทั้งคืนและอีกไม่ช้าก็คงจะเงียบเสียงไปในที่สุด แต่ระยะทางของกาลเวลายังเดินหน้าทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไม่เคยหยุดหรืออ่อนล้าเอาเสียเลย
.. เพียงไม่นานสักเท่าไรนักแสงของเช้าวันใหม่ก็เริ่มฉายขึ้น ท้องนภาค่อยๆเปลี่ยนสีจากความมืดมิดของรัตติกาลทะยานสู่ความสว่างไสวแห่งแสงสุริยะ หลังจากนั้นท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยแสงสีทองอร่ามตาดูน่าชมน่าพิศมัยยิ่ง ผืนดินแห่งทุ่งอีสาน ดินแดนแห่งวัฒนธรรม อารยะ ขนบธรรมเนียมที่เป็นเอกลักษณ์อยู่ในตัว คือเสน่ห์แห่งมนตราที่นำพาทุกอณูแห่งความรู้สึก ที่ล้ำลึก ดูดด่ำ เมื่อได้มาสัมผัสกับแก่นแท้ของดินแดนแห่งอารยะ
..เสียงนกน้อยร้องเซ็งแซ่ โผผินบินออกจากรังเพื่อหาอาหารยังชีพของมันตามวัฏจักรของสิ่งมีชีวิต อากาศยามเช้าดูแสนสดชื่นนัก ท้องทุ่งนาดูเขียวขจีเต็มไปด้วยต้นข้าวที่กำลังสวยงาม ตอนนี้ถูกน้ำค้างเกาะเรียวใบดูเป็นศิลปะอีกแขนงให้เห็นจนเพลิดเพลินตา และต้นข้าวเหล่านี้ก็กำลังทำหน้าที่เติบโต เพื่อให้ชาวนาได้เก็บไว้กินอิ่มท้องเลี้ยงชีพของพวกเขาเฉกเช่นเดียวกัน
เสียงหอกระจายข่าวยามเช้าจากบ้านของกำนันชมก็ยังดังให้ได้ยินอยู่เป็นประจำในทุกๆเช้า เพื่อเป็นการสื่อสารให้ลูกบ้านของแกได้รับรู้ข่าวสารการบ้านการเมืองรวมไปถึงข่าวภูมิภาคต่างๆ แม้ระยะนี้จะเป็นช่วงเข้าพรรษาและชาวบ้านหนองนางามเองก็แล้วเสร็จจากภาระกิจการปักดำกันหมดแล้ว แต่ชาวบ้านแถบนี้ก็ยังมิวายที่จะตื่นเช้าอยู่ดี คงเป็นปรกติวิสัยของพวกเขาที่ถูกปลูกฝังมาช้านานจนต้องกลายเป็นว่าเคยตัวไปเสียแล้วนั่นเอง
.....มิ๊งง..))..... มิ๊งง....))).... มิ๊งง....))))....มิ๊งงง....)))))...มิ๊งงง...)))))...
เสียงระฆังดังแว่วมาจาก วัดอุดมคีรีเขต ก้องกังวานเสนาะหูเป็นลีลาจังหวะในการเคาะ โดยฝีมือของสามเณรไผ่ศธร เป็นสัญญาณบอกบุญให้แก่ชาวบ้านหนองนางามได้เตรียมความพร้อมในการเริ่มทำสิ่งดีๆอันเป็นบุญกุศลให้เกิดขึ้นภายในจิตใจในตอนเช้า ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติสิ่งต่างๆในแต่ละวันต่อไป
" ใยเอ๊ยใย ควดเข่าให่แม่แนหล่า เดี๋ยวเข่ามันสิสุกบ่ทันไปจังหันน้องเณรเด้ " เสียงป้าไหมดังแว่วมาจากนอกบ้านบอกลูกสาวให้กลับด้านข้าวที่นึ่งอยู่บนเตาไฟ ตอนนี้แกกำลังนั่งเอาใบหม่อนให้กับตัวไหมกิน โรงเรือนที่แกเลี้ยงไหมนี้ถูกทำขึ้นมาด้วยฝีมือของแกเอง ชั้นไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกตีเป็นช่องให้พอเหมาะสำหรับสอดกระด้งเข้าไปวางสามารถรองรับกับกระด้งได้เกือบสามสิบใบเลยทีเดียว มันถูกวางตั้งไว้อย่างแข็งแรง โดยที่ขาโต๊ะทั้งหมดป้าไหมจะรองด้วยภาชนะดินเผาขนาดเล็กที่เป็นแอ่ง เติมน้ำเข้าไปเพื่อป้องกันมดแมลงหรือสิ่งต่างๆที่เป็นศัตรูของตัวไหมแก เรียกว่ามดไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเลยก็ว่าได้ เพราะนี่คืออาชีพเสริมที่สร้างรายได้ให้กับแกอย่างเป็นล่ำเป็นสันเลยเชียว
" อีแม่สิไปใส่บาตรหรือไปวัดเองเลยหล่ะ " สายใยถามขึ้นหลังจากที่เดินเข้าไปทำตามจุดประสงค์ของผู้เป็นแม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว
" แม่สิไปวัดเองดอก ไปหาซื้อปลาทูมาทอดให่น้องเณรแนไป๋หล่า ซี้อเอาขนมตะโก้แนวน้องมักมานำแนเด้อ เดี๋ยวจักหน่อยแม่กะเกียม้อนแล้วดอก " ปากบอกลูกสาวแต่มือยังสาละวนอยู่กับการจับใบหม่อนวางทับลงไปบนตัวไหม
" อ้ายนันเจ้าอัดน้ำป่องอยู่คูหลุมดีบ่หล่ะ บ่แม่นมันฮั่วอีกแล้วติอ้าย แบกบักจกออกไปส่องเบิ่งอีกแนไป๋ " เธอเอ่ยกับสามีขณะเดินออกจากบ้านเพื่อไปร้านค้าบ้านลุงมวลที่อยู่ห่างกันไปไม่ไกลนัก
" เอ้อ... อ้ายสิออกไปเบิ่งเดี๋ยวนี้หล่ะ ฟ้าวไปฟ้าวกลับมาแนหล่ะมันสิบ่ทันจังหันเด้ " ตอบกลับพร้อมกับเดินไปเอาจอบที่วางอยู่ข้างบ้านเดินออกไปทุ่งนาอย่างคนว่าง่าย
เนื่องจากบ้านหนองนางามเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ การบิณฑบาตจึงต้องแยกออกเป็น3สาย เพื่อให้ทั่วถึงกับศรัทธาของชาวบ้าน โดยที่คุ้มด้านทิศตะวันออกตอนนี้สามเณรขวัญชัยและสามเณรไผ่ศธรเดินอุ้มบาตรเดินตามหลัง โดยมีหลวงพี่สองรูปเดินนำหน้า คุ้มเหนือก็เป็นหลวงพ่อพระครูฯพร้อมด้วยพระลูกวัด2รูปและก็สามเณรอีกหนึ่งนั่นก็คือ สามเณรวีระจักรนั่นเอง ส่วนทางคุ้มใต้ก็มีพระสองรูปและสามเณรอีกสองรูปเช่นกัน เนื่องจากที่เป็นสามเณรรูปร่างเล็ก เวลาอุ้มบาตรแล้วจึงเป็นภาพที่เห็นแล้วชวนให้เกิดรอยยิ้มแก่บรรดาญาติโยมที่คอยมาใส่บาตร
" อุ้มไหวบ่น้อพี่เณร อุ้มดีๆเด้อขอรับ บาตรสิหลุดมือเด้ " บ่อยครั้งที่จะได้ยินเสียงแซวจากชาวบ้านจนสามเณรไผ่ศธรต้องยิ้มตอบกลับไปและครั้งนี้ก็เช่นกัน
" ไหวอยู่ครับโยมน้าติ่ง บ่หลุดดอกครับกอดไว้แหน่นอยู่ " ตอบด้วยอาการสำรวม ใบหน้าคล้ายอิ่มบุญน่าชวนมอง
" แต่ว่ามื้อนี้เลขออก บ่ได้โตดีโผดผายแนบ่น้อขอรับ" ไม่มีคำตอบ สิ่งที่โยมน้าติ่งได้รับกลับไปก็คือรอยยิ้มนั่นเอง
" เณรขวัญย่างดีๆเด้อ ข่างหน่ามีบวกน้ำอยู่หน่อยนึง " สามเณรไผ่ศธรบอกสามเณรขวัญชัยเพื่อนรักที่เดินตามหลังมาระวังกับแอ่งน้ำขนาดเล็กที่อยู่ข้างหน้า
" อื้อ.. เฮาระวังอยู่เพิน " ตอบกลับไป แม้จะบวชเป็นสามเณรแล้วแต่ด้วยที่เป็นเพื่อนสนิทคำพูดที่เคยพูดมาแต่ไหนแต่ไรจึงดูจะยังติดปากอยู่แบบนี้เรื่อยๆ ในแต่ละเช้าดูเหมือนว่าชาวบ้านที่ฝักใฝ่ในบุญกุศลคอยทะนุบำรุงพระศาสนาดูจะมีมากมายจนน่าปลื้มใจ หมู่บ้านที่ดีที่จะเจริญก้าวหน้าไปได้ไว ก็จำเป็นต้องมีวัดดีพระดีคอยชี้แนะปลูกฝังทางด้านคุณธรรม ส่วนวัดที่จะเจริญไปได้อยู่ได้ก็ต้องมีบ้านและมีศรัทธาอันแรงกล้าของชาวบ้านคอยช่วยเหลือทะนุบำรุงด้วยเช่นกันจึงจะอยู่รอด สรุปแล้วต่างฝ่ายก็ต้องคอยช่วยเหลือประคับประคองกันทั้งสองฝ่ายดังมีคำกล่าวไว้ว่า
" วัดจะดีมีหลักฐานเพราะบ้านช่วย
บ้านจะสวยเพราะมีวัดดัดนิสัย
บ้านกับวัดผลัดกันช่วยก็อวยชัย
ถ้าขัดกันก็บรรลัยทั้งสองทาง "
การเดินบิณฑบาตผ่านมาเรื่อยๆจนผ่านมาถึงหน้าบ้านที่ตัวเองเคยพักอาศัย พลันรอยยิ้มก็ผุดขึ้นมาจากใบหน้าอันกลมมน เมื่อสายตามองไปเห็นโยมพี่สาวที่นั่งพนมมืออยู่หน้าบ้าน
" น้องเณร เดี๋ยวแม่เลาสิออกไปวัดพุ้นหล่ะจ้า " เสียงโยมพี่สาวดังแว่วเข้าหูสามเณรไผ่ศธร ไม่มีคำพูดหลุดออกมาจากปาก แต่มีรอยยิ้มปนทะเล้นนิดๆผุดขึ้นมาแทน พร้อมกับเดินก้มหน้าด้วยอาการสำรวม จนสายใยอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อเห็นอากัปกิริยาของน้องชาย..
วัดอุดมคีรีเขต ถือเป็นวัดที่มีความสงบเงียบและร่มรื่นเป็นยิ่งนัก เพราะภายในวัดแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่อยู่มากมายหลายชนิด ซึ่งทางหลวงพ่อท่านพระครูฯ ท่านได้นำพระภิกษุสามเณรและชาวบ้านร่วมกันปลูกขึ้นมาเป็นประจำทุกๆปีมิได้ขาด ตอนนี้บริเวณวัดต่างเต็มไปด้วยต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขา ให้ร่มเงาแก่พระภิกษุสามเณรภายในวัดรวมไปถึงบรรดาชาวบ้านเหล่าพุทธศาสนิกชนผู้ใจบุญทั้งหลายที่ผ่านไปผ่านมา อีกทั้งต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ยังช่วยเป็นที่พำนักพักอาศัยให้กับบรรดาเหล่านกน้อยหลากหลายสายพันธุ์ได้อาศัยเป็นที่หากินและหลับนอน โดยจะเห็นอยู่มากมายในช่วงเวลาพลบค่ำที่พากันส่งเสียงร้องเซ็งแซ่
ซึ่งก็นับว่าพวกมันตัดสินใจเลือกที่พำนักได้ถูกที่เป็นยิ่งนักเพราะสถานที่แห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารของพวกมัน โดยที่ข้างศาลาการเปรียญหลังใหญ่มีต้นไทรอยู่หลายต้นทีเดียว และเนื่องด้วยทางวัดเป็นเขตอภัยทานจึงทำให้บรรดาชาวบ้านไม่กล้าที่จะล่วงล้ำเข้ามายิงหรือทำอันตรายกับพวกนกเหล่านี้ได้ จึงทำให้พวกมันต่างพากันบินเข้ามาอาศัยร่มเงาพึ่งใบบุญกับสถานที่แห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยส่วนมากก็น่าจะบินมาจากภูเม็ง ภูเขาลูกใหญ่ซึ่งอยู่ห่างจากวัดแห่งนี้ไปไม่ไกลเท่าใดนัก
โดยทางหลวงพ่อพระครูฯท่านก็ให้ทางพระลูกวัดเขียนป้ายขนาดใหญ่ติดไว้อย่างชัดเจนว่า เขตอภัยทาน ซึ่งแปลความหมายง่ายๆแบบที่ชาวบ้านเราเข้าใจก็คือสถานที่หรือบริเวณการให้ชีวิตการให้อภัยเป็นทานนั่นเอง นอกจากนั้นก็ยังมีป้ายต่างๆที่ติดอยู่ตามต้นไม้ใหญ่เรียงรายอยู่ทั่วไป เพื่อให้เป็นแง่คิดหรือคำสอน คำเตือนสติเตือนใจแก่พุทธศาสนิกชนที่ผ่านเข้ามาได้อ่าน เก็บซึมซับ เพื่อเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตประจำวันด้วยความไม่ประมาทนั่นเอง
" ..แป๊ง.. แป๊งง..... แป๊ง.. แป๊งง..... แป๊ง.. แป๊งง.. "
เสียงระฆังลูกเล็กดังแว่วกังวานมาจากบนศาลาการเปรียญหลังใหญ่ เป็นการสื่อความหมายให้กับพระภิกษุ-สามเณร ภายในวัดอุดมคีรีเขตได้รู้ว่า ขณะนี้การจัดเตรียมสำรับภัตตาหารเช้าได้พร้อมเสร็จสรรพแล้วและขอนิมนต์ทุกรูปพร้อมกันบนศาลา
" เณรจักร..เณรขวัญ..โตห่มผ้าแล้วฟ้าวแล่นนำเฮาไปเด้อ เฮาสิฟ้าวขึ่นไปหาโยมแม่เพินก่อน " เสียงสามเณรไผ่ศธรบอกเพื่อนรักทั้งสองหลังจากที่ตัวเองห่มผ้าเสร็จเรียบร้อยก่อนแล้ว พลางกึ่งเดินกึ่งวิ่งลงบันไดกุฏิตรงไปยังศาลาการเปรียญหลังใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลกันนัก ซึ่งตอนนี้ทางหลวงพี่และสามเณรยังไม่ได้ลงมาจากกุฏิเลยสักรูป ...และเมื่อสามเณรไผ่ศธรเดินขึ้นไปบนศาลาการเปรียญหลังใหญ่ก็ต้องเจอกับรอยยิ้มของผู้เป็นแม่ที่นั่งจ้องมองตั้งแต่เห็นเขาแว๊บแรกแล้วรวมไปถึงญาตโยมอีกนับสิบคน จนต้องก้มหน้าซ่อนแววตาอันแสนซนที่ปนไปด้วยรอยยิ้มออกมา
" ตั้งแต่มาบวชเป็นเณรน้อยอยู่วัดฮู้สึกว่าสิขี่ฮ้ายโตขึ่นหลายเนาะป้าไหม เบิ่งหน่าเบิ่งแก้มเลาแนเต็มจุ้มบุ้มอยู่ เป็นตาฮั๊กกะด้อ " ป้าอ้อยเอ่ยเบาๆกับป้าไหมสายตาจับจ้องไปที่สามเณรไผ่ศธรอีกคู่ ทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวขวัญถึงต้องก้มหน้ายิ้มแบบอายๆหนักเข้าไปกว่าเดิมอีก เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังถูกจ้องมองนึกจะดึงชายผ้าจีวรที่ตัวเองห่มอยู่ขึ้นมากัดเล่นสักหน่อยเพื่อแก้เขินก็ดูกระไรอยู่ แต่ก็ตัดสินใจเดินก้มหน้าเข้าไปหาผู้เป็นแม่พลางเอ่ยเบาๆด้วยอาการสำรวม
" โยมแม่อย่าฟ้าวกลับบ้านเด้อ ให่ผมฉันเข่าแล้วก่อน " และเดินยิ้มก้มหน้ากลับไปนั่งที่ประจำ
" เห็นลูกแบบซี้แล้วกะมีแฮงใจอยู่เลิกๆ คันพ่อเขายังอยู่ได้เห็นลูกซายคองผ้าเหลืองแบบซี้เลากะคือสิดีใจคักอยู่คือกัน ตั้งแต่บวชมากะฮู้สึกว่าเณรเพินเปลี่ยนไปจากเก่าหลาย บ่ค่อยปากค่อยเว้าอยากอายเป๊นเป็น " พลางนึกไปถึงผู้เป็นสามีที่จากไปแบบไม่มีวันหวนคืนกลับ ...หลังจากนั้นสักพักสามเณรขวัญชัยและสามเณรวีระจักรก็ตามขึ้นมาทำให้สามเณรไผ่ศธรต้องผ่อนคลายสีหน้าลงไปบ้าง เมื่อสายตาของโยมแม่และโยมป้าอ้อยหันไปให้ความสนใจกับเพื่อนรักทั้งสองแทน เมื่อหลวงพ่อพระครูและหลวงพี่รวมถึงสามเณรทุกรูปมาพร้อมกันหมดแล้ว บาตรและสำรับภัตตาหารก็ถูกยกมาวางไว้ประจำตรงหน้า ที่พระภิกษุแต่ละรูปนั่งอยู่ แต่จะต่างหน่อยก็ตรงสามเณรเพราะสามเณรไกรลาศกับสามเณรสุทัศน์ต้องฉันร่วมกัน และ3สามเณรเพื่อนรักต้องตีวงหันหน้าฉันข้าวสำรับเดียวเช่นกัน
การให้พรญาตโยมที่มาถวายภัตตาหารยามเช้าผ่านพ้นไปแล้ว ป้าไหมต้องนั่งรอให้สามเณรไผ่ศธรลูกรักฉันข้าวเสร็จก่อนซึ่งก็มีชาวบ้านหลายคนที่นั่งอยู่เป็นเพื่อนเพื่อคอยที่จะล้างถ้วยจานสำรับใส่กับข้าวหลังจากที่พระภิกษุสามเณรฉันเสร็จเรียบร้อยแล้วนั่นเอง
" โยมแม่มื้อคืนนี้ผมฝันเห็นพ่อ " เสียงสามเณรไผ่ศธรดังขึ้นหลังจากที่ปลีกตัวเดินลงมาจากศาลาหลังใหญ่เข้าไปหาแม่ของเขาที่นั่งอยู่ข้างกำแพงวัด โดยข้างกำแพงมีอักษรชื่อตัวใหญ่เขียนไว้ชัดเจนว่า นายไกร แม้นมัญจา ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่ป้าไหมแกจะต้องมาเป็นประจำหลังจากที่ทำบุญใส่บาตรรับศีลรับพรเสร็จแล้ว เพื่อกรวดน้ำอุทิศผลบุญให้ผู้เป็นสามีที่ล่วงลับไปนั่งเอง
" ลูกเณรฝันเห็นพ่อเขาจั่งได๋หล่ะ " ?????
" ผมฝันว่าอี๊พ่อเพินมาหาอยู่บ้านเฮา พ่อเลาย่างขึ่นมาเทิงบ้านแล้วกะยิ้มให่ผม เบิ่งแล้วคล้ายๆว่าเลาสิดีใจอีหยั๋งอยู่จักอย่างนี้หล่ะโยมแม่ " พลางครุ่นคิดถึงความฝันตัวเองเมื่อคืน
" พ่อเขาดีใจที่เห็นลูกซายห่มผ้าเหลืองหล่ะหว๋าลูก บ่แม่นต๊ะพ่อเขาสิดีใจดอก แม่เองหรือว่าเอื้อยใยกะดีใจคือกัน ลูกเณรตั้งใจท่องหนังสือตั้งใจเฮียนเด้อ แม่นั่งฟังเสียงเทศน์อยู่เทิงศาลาเสียงใสแจ๋วเอาโล้ด เก่งแล้ว " บอกยิ้มๆ
" ครับโยมแม่ แต่ตอนนี้ผมกะท่องหลายคักอยู่เทิงต้องท่องคำสวดมนต์ที่ต้องใช้ หลวงพ่อพระครูใหญ่เพินขีดวงไว้ให่ว่าต้องใช้อันใด๋แน เบิ่งแล้วกะหลายกะด้อ อีกจักหน่อยผมกะสิได้ไปเข้าห่องเรียนอีกแล้วครับแต่อันนี้กะดีอย่างว่าหลวงพี่กัณหาที่เพินสอนเพินใจดีหลายแถมมีแนวเว้าให่หัวร่อพ้อม " สามเณรตัวเล็กหมายถึงการเรียนนักธรรมตรีที่ทางหลวงพ่อพระครูฯจัดสถานที่เรียนขึ้นที่ศาลาหลังเล็กข้างๆกุฏิโดยมอบหมายให้หลวงพี่กัณหาเป็นผู้สอนซึ่งจะมีสอนทั้งหลักสูตรนักธรรมตรีและธรรมโทด้วย เมื่อเรียนจบแล้วในช่วงเดือนพฤศจิกายนก็ต้องเข้าสนามสอบที่วัดในตัวอำเภอต่อไป
" ยามมื้อแลงพากันหิวเข่าแนบ่หล่ะ อย่าพากันไปหาลักกินเข่าแลงเด้อลูกมันสิบาปเอาเด้ " ยิ้มมองลูกชายด้วยความเอ็นดู
" หิวแต่กะอดได้อยู่ครับ คิก.. คิก.. ผมมีโอวัลตินไมโลที่โยมเพินนำมาถวายหลวงพ่อพระครูใหญ่อยู่ ยามแลงพากันเสียบกาน้ำฮ้อนซงกินแก้หิวเข่าได้อยู่โยมแม่ " บอกด้วยอาการใสซื่อ
" คันเหมิดหรือว่าบ่มีฉันกะบอกแม่เด้อแม่สิซื้อมาถวาย อย่าไปอดเด้อหล่ะเดี๋ยวสิเป็นโรคกระเพาะเอาได้ แม่กลับก่อนลูกเณรม้อนแม่กำลังใหญ่ ตอนนี้แม่กะกำลังยากนำหาเก็บมอญมาเกียอยู่ "
" ครับ.. โยมแม่กลับสาผมกะสิไปเตรียมโตเข่าห่องเรียนก่อน การบ้านหลวงพี่กัณหาให่มามื้อวานยังบ่แล้วอยู่สองข่อ " เอ่ยยิ้มๆ
สามเณรตัวน้อยยืนมองตามหลังผู้เป็นแม่ที่เดินห่างออกไปจนลับสายตา พร้อมกับคิดในใจว่าจะต้องตั้งมั่นปฏิบัติตัวเองไปในทางที่ดีเพื่อให้แม่ของเขาได้ภูมิใจ แม้ชีวิตของเขาจะเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนและแร้นแค้นแต่สิ่งหนึ่งที่ตัวเขาได้รับและถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ไหนแต่ไรก็คือความรักความอ่อนโยนและความอดทนที่แม่เขาเป็นผู้ที่มอบให้มา และเขาจะต้องทำให้แม่ของเขาได้เห็นว่าแม้เขาจะไม่มีโอกาสมากมายเหมือนอย่างคนอื่นๆทั่วไป แต่เขาก็สามารถสร้างรอยยิ้มให้กับแม่ของเขาได้เช่นกัน และเขาเองก็เชื่อว่าแม่คงจะไม่ต้องการอะไรมากมายนักนอกจากเห็นเขาเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นคนที่ดีไม่สร้างความเดือนร้อนให้ใคร รอยยิ้มผุดขึ้นเมื่อสมองนึกไปถึงแต่สายตากลับหันไปมองที่ข้างกำแพงพร้อมกับพูดเบาๆออกมา
" โยมพ่อนำเบิ่งนำแยงผมแนเด้อครับ "
สามเณรตัวน้อยยืนสงบนิ่งมองกำแพงวัด หัวใจปนไปด้วยความสุขอยู่ลึกๆเหมือนกับว่าที่กำแพงแห่งนี้เป็นเสมือนเกราะแก้วที่คอยปกป้องคุ้มครองคอยกำบัง คอยเติมพลังให้แรงใจดวงน้อยๆดวงนี้ได้ก้าวเดินหน้าต่อไปด้วยความเข้มแข็งอย่างไม่ย่อท้อ แม้จะไม่มีเสียงตอบรับกลับมาแต่ความรู้สึกที่เขาสัมผัสได้ช่างเหมือนกับว่าพ่อของเขายืนยิ้มให้และพร้อมที่จะเดินเคียงข้างเขาตลอดไป
" เณรไผ่.... เณรไผ่... การบ้านบ่ทันแล้วฟ้าวมาเร็วๆ พอให่เฮาลอกนำแน " เสียงสามเณรวีระจักรร้องเรียกพร้อมกับกวักมือหลังจากนำข้าวก้นบาตรที่เหลือจากการฉันในแต่ละวันออกไปตากแดดบนแคร่ไม้ไผ่ขนาดใหญ่เสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อข้าวเหล่านี้แห้งก็สามารถนำไปแปรรูปได้หลายอย่างแต่ส่วนมากทางวัดก็ไม่ค่อยจะมีเก็บไว้เพราะในแต่ละวันจะมีชาวบ้านออกมาซื้อหรือบูชาไปอยู่เป็นประจำ เงินที่ได้จากการบูชาทางหลวงพ่อพระครูท่านเองก็เก็บไว้เป็นส่วนกลางเพื่อนำไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟจิปาถะทั่วไปภายในวัดนั่นเอง ....เสียงเรียกของเพื่อนทำให้สามเณรตัวน้อยต้องเดินหันหลังออกมาจากจุดนั้น เห็นเพื่อนรักยืนกวักมือเรียกแล้วก็นึกหัวเราะอยู่ในใจพร้อมกับพึมพำออกมา
" เฮากะบ่ทันแล้วคือกันเพิน อีกตั้งสองข่อพุ้น "
เสียงท่องหนังสือสวดมนต์ดังก้องอยู่เป็นจุดๆ แสงสว่างจากเปลวเทียนบอกให้รู้ว่าใครอยู่จุดไหนกันบ้าง คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด ทำให้บรรยากาศภายในวัดอุดมคีรีเขตดูสงบเงียบวังเวงเข้าไปอีกแม้จะเป็นเวลาแค่สองทุ่มก็ตามที สามเณรไผ่ศธรเลือกนั่งจุดเทียนท่องหนังสืออยู่ใต้ต้นประดู่ขนาดใหญ่โดยมีสามเณรวีระจักรเพื่อนรักนั่งอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ถัดกันไปไม่ไกลนัก ซึ่งสามารถมองฝ่าความมืดเห็นกันได้ การปลีกตัวออกมาโดยอาศัยความสงบเงียบจะสามารถทำให้สมองท่องจำได้ง่ายขึ้นนั่งเอง ส่วนแสงของเทียนที่ถัดกันไปฟากโน้นก็เป็นสามเณรไกลลาศและสามเณรสุทัศท์โดยมีหลวงพี่รูปหนึ่งนั่งเล่นอยู่ด้วยข้างๆ
" ..แอ๊ดดด... ปึ๊งง..)) " เสียงประตูของห้องน้ำถูกปิดเข้า ทำให้เสียงท่องหนังสือของสามเณรไผ่ศธรและสามเณรวีระจักรต้องหยุดชะงักลง สายตาหันขวับมองหน้ากันฝ่าความมืดพร้อมกับยิ้มให้กันแบบมีเลศนัย แสงเทียนที่ใต้ต้นประดู่และต้นไทรใหญ่ถูกดับมอดลงทันที ภายในห้องน้ำขนาดเล็กตอนนี้ มีเสียงน้ำถูกเทราดลงกับพื้นพร้อมมองเห็นแสงไฟจากหลอดนีออนเล็ดลอดออกมาพอสลัว สองสหายพยักหน้าให้สัญญาณกันฝ่าความมืดพร้อมที่ลงมือปฏิบัติแผนการจู่โจมในทันที
" ..ครื๊ดดด... ครื๊ดดด... ครื๊ดด... " เสียงของกิ่งมะม่วงครูดกับสังกะสีหลังคาห้องน้ำโดยฝีมือของสามเณรวีระจักรที่ใช้ไม้ตะขอดึงโน้มเข้ามาให้ปะทะแผ่นสังกะสีจนเกิดเสียงดัง
".. หึ... หึ... หึ... หึ หึ... " เสียงสามเณรไผ่ศธรดังขึ้นรับกับเสียงของกิ่งไม้อย่างรู้จังหวะหน้าที่ และก็ได้ผลทันที !!!!! เมื่อเสียงน้ำที่เทราดเมื่อสักครู่นี้สงบเงียบไปทันที เหมือนกับว่าจะหยุดฟังอะไรสักอย่างเพื่อความแน่ใจ
" ..ครื๊ดดด... ครื๊ดดด... ครื๊ดดด... หึ..หึ...หึ...หึ.. " เสียงแปลกปลอมดังขึ้นมาให้ได้ยินอีกครั้ง และเหมือนว่าบุคคลที่อยู่ข้างในตอนนี้สุดที่จะกลั้น ประตูห้องน้ำถูกเปิงผางออกมาแบบกระทันหัน พร้อมกับร่างของสามเณรขวัญชัยตัวน้อยที่เนื้อตัวตอนนี้เต็มไปด้วยคราบฟองของสบู่ วิ่งออกจากห้องน้ำตรงขึ้นกุฏิแบบคนกลัวสุดขีดจนสบงที่นุ่งอยู่เกือบหลุดรุ่ยจนน่าหวาดเสียวแทน
"...ก๊ากกก ..เอิ๊กๆๆ ..คิก.. คิก ..คิก.. โอย.. เจ็บท้อง "
เสียงหัวเราะของอาคันตุกะยามรัตติกาลทั้งสอง ดังขึ้นอยู่หลังห้องน้ำแบบสุดที่จะกลั้น เมื่อสายตามองเห็นสภาพของเพื่อนรักอีกคน...
วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
นิยาย กรรมลิขิต 4
ตอน สายเลือดนักสู้แห่งทุ่งกุลา 1
บ้านโคกนาโก อำเภอ ป่าติ้ว
เมฆก้อนใหญ่สีดำทะมึนดูน่ากลัวคล้ายกับรูปปีศาจ ตั้งเค้าขึ้นทางด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้านยามเย็น ไม่นานเท่าไรนักสายลมก็โหมพัดกระหน่ำเหมือนกับว่ากำลังจะเกิดพายุทอร์นาโดขนาดย่อมๆ ต้นไม้โอนเอนโยบยาบไปตามกระแสของแรงลมดูแล้วน่ากลัวเหมือนกับว่ามันจะหักโค่นลงมา " ..ครื๊ดดด... แคร๊กก..แคร๊กกก.. " เสียงกิ่งฝรั่งที่ปลูกอยู่ข้างๆบ้านครูดกับแผ่นสังกะสีจนน่ารำคาญ สังกะสีบางแผ่นตะปูถอนออกเมื่อถูกสายลมที่รุนแรงเข้ามาปะทะจึงเปิงขึ้นเล็กน้อยแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ "..เปรี๊ยะ... ครืนนน....ครืนนน....ฮึ่มมมม..." แสงสุรีย์พร้อมเสียงร้องคำรามกึกก้องจนน่ากลัว ประหนึ่งเหมือนกับว่าเมขลาถือลูกแก้ววิเศษหลอกล่อให้รามสูรถือขวานวิ่งไล่ตามฟาดฟันลงเป็นระยะๆ เสียงลูกเล็กเด็กแดงร้องไห้ระงมวิ่งเข้ากอดแม่หาที่พึ่งด้วยความตื่นกลัวจนตัวสั่น ชาวบ้านไล่วัวไล่ควายจากท้องทุ่งนากลับเข้าบ้านเมื่อประเมิณสถานการณ์แล้วเห็นว่าไม่ค่อยจะปลอดภัยนัก ดอกผักแขยงส่งกลิ่นหอมคลุ้งลอยมาตามสายลม แม่บ้านเตรียมนึ่งข้าวควันไฟพวยพุ่งขึ้นจากเตาอยู่เป็นจุดๆ ส่วนพ่อบ้านเตรียมความพร้อมสำรวจหมอแบตเตอรี่สำหรับภาระกิจในยามค่ำคืนหลังจากที่ฝนเทกระหน่ำลงมาแล้ว และอีกไม่นานพวกเขาก็คงจะได้ทำอาชีพหลักของเขา อาชีพที่บรรพบุรุษยึดถือก่อร่างสร้างตัวทำมาแต่ในครั้งอดีตกาล
"... แอ๊บบบ....แอ๊บบบบ...แอ๊บบบบ...อ๊อบบบ...อ๊อบบ.." เสียงเขียดร้องคอรัสประสานเสียงดังระงมไปทั่วท้องทุ่งนา โห่ร้องดีใจไชโยรอสายฝนที่จะเทกระหน่ำลงไม่อีกกี่นาทีข้างหน้า ลูกอ๊อดกลุ่มใหญ่ว่ายน้ำเล่นยิ้มร่า เริงระบำกลางทุ่งนาดีใจรอเม็ดน้ำฝนที่จะมีเพิ่มขึ้นมาอีกเพื่อมันจะได้มีที่อาศัยลี้หลบภัยได้มากขึ้น เพื่อยังชีวิตของมันให้เติบใหญ่เข้าสู่วัยหนุ่มสาวเป็นเขียดเป็นกบต่อไปในวันข้างหน้า
"..อีนางเอ๊ย...อีนาง... แล่นไปซื้อเทียนบ้านลุงหนั่นมาไว้ไห่แม่แนไป๋จั๊กสองเล่ม ลังเทือไฟฟ้ามันดับพอได้ไต้แน คาพ่อเพินเอาไฟหม่อแบตออกไปไต้กบไต้เขียด " เสียงป้าดำร้องเรียกลูกสาววัย10ขวบ ซึ่งตอนนี้เธอกำลังวุ่นอยู่กับสมุดการบ้านของเธอ โดยที่เธอกำลังสปีดเร่งความเร็วให้เสร็จก่อนที่ฝนจะกระหน่ำลงมา
" จ้าแม่.... เหลือข่อเดียวนุชกะสิแล้ว ถ่าคาวนึง " เธอตะโกนต่อรองกับผู้เป็นแม่
" ไปเดี๋ยวนี้หล่ะอีนาง มื้ออื่นกะวันเสาร์มีเวลาตั้งหลาย เดี๋ยวฝนมันสิตกก่อนเร็วๆเลย //// บ๊า...ฟ้าห่าวลมแฮงคักแท้น้อ " กระตุ้นลูกสาวพร้อมกับพึมพำออกมาเมื่อเห็นสภาพอากาศในตอนนี้ เด็กน้อยวัยสิบขวบจำต้องผุดลุกขึ้นจากสมุดของเธอเข้าไปหาผู้เป็นแม่อยู่หน้าเตาไฟอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
" เอามาติ๊หล่ะ ขนมโก๋แก่นำห่อนึง อิอิ " บอกหัวเราะพร้อมกับแบมือไปยังแม่ ทำให้ป้าดำต้องหัวเราะออกมา
" มีค่าจ่งค่าจ้างดีแท้ดอกเนาะ ...เอ๋า... เอาเทียนเหล่มละบาทสองเล่ม เอ้อ!! ซื้อหัวเทียนหม่อแบตมาไห่พ่อเพินนำหัวนึงเด้อ ไป๋เร็วๆฝนสิตกก่อน " บอกลูกสาวและควักเอาเงินเหรียญสิบในกระเป๋าเสื้อยื่นให้ เมื่อได้สิ่งที่เธอต้องการแล้วก็วิ่งลงบันไดบ้านในทันทีจุดหมายของเธอก็คือบ้านลุงหนั่นที่อยู่ห่างไปประมาณสองร้อยเมตร
" อ้าวอีนางสิแล่นไปไสหน่ะ ฟ้าลมมันแฮ่งเป็นฮ้ายอยู่ " เสียงทิดนพพ่อของเธอร้องถาม ขณะกำลังเดินเข้าบ้านมากับนัทลูกชายวัย8ขวบหลังจากที่พึ่งต้อนฝูงวัวเข้าคอกที่บ้านยายหลังถัดกันไป
" นุชสิไปซื้อเทียนบ้านลุงหนั่นจ้าอี๊พ่อ " บอกพร้อมกับวิ่งแจ้นฝ่าสายลมที่พัดโถมแรง
" ไป๋... แล่นหันๆฝนสิตกแล้วอีนาง ฮ่าๆๆ โห้... แล่นดากมนมิ้งกิ้งเลยเว๊ย.. " ทิดนพร้องตะโกนตามหลังและหัวเราะลูกสาวออกมาเมื่อเห็นเธอใช้ความเร็วที่ถือว่าไม่ธรรมดาเลย
หลังจากนั้นไม่นานนักฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เหมือนกับว่าปลุกสรรพสิ่งให้ฟื้นชีพขึ้นมา เสียงเม็ดฝนกระทบกับแผ่นสังกะสีเสียงดังอึงมี่จนฟังไม่ได้ศัพย์บวกกับแสงฟ้าแลบเสียงฟ้าร้องคำรามดังกึกก้องมาเป็นระยะ ตอนนี้เป็นเวลา5โมงเย็นแต่สภาพภายบรรยากาศภายนอกแม้จะห่างออกไปแค่สิบเมตรก็ไม่สามารถจะมองเห็นได้ เนื่องจากสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาเหมือนกับฟ้ารั่วยังกับว่าเก็บกดอัดอั้นมาเสียนานยังไงยังงั้น
" แม้บาดหนิ เป็นได๋น้ออีนางมันสิฮู้จักควมหลบฝนอยู่บ้านลุงหนั่นก่อนบ่น้อเฒ่า //// บักหำเอากะคุมาต่งน้ำฝนใส่แอ่งน้ำกินไห่แม่แนเร็ว " เสียงป้าดำเอ่ยกับสามีก่อนจะเรียกใช้ลูกชายต่อ สายตาจ้องมองฝ่าสายฝนออกไปนึกเป็นห่วงลูกสาวเอาอย่างมาก
" ว้ายย...แง๊ๆๆ หมาน้อยอีแม่เปียกเหมิ๊ดเลย " เสียงของผู้ที่กำลังถูกพูดถึงวิ่งขึ้นบันไดบ้านมา สภาพเปียกโชกไปทั้งตัว
" คือบ่หลบฝนอยู่บ้านลุงหนั่นก่อนอีนาง ฟ้าวแล่นมาหยั๋ง บ่แม่นหัวเทียนหม่อแบตพ่อมึงเปียกน้ำเหมิดแล้วติ " ป้าดำถามเธอ ซึ่งสภาพเธอในตอนนี้เหมือนลูกนกตกน้ำ ไม่มีคำพูดจากปากเธอแต่รอยยิ้มของป้าดำก็เปิดกว้างขึ้นเมื่อเห็นเธอยื่นสิ่งที่ต้องการให้ มันถูกบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกกันน้ำเสียอย่างดี
" เหอะๆๆ มันฉลาดแต่น้อยเว๊ย อีนางหนิ " ++++++++++++
อาหารมื้อค่ำถูกจัดการไปพร้อมกับสายฝนที่ยังเทกระหน่ำลงมาปนกับเสียงฟ้าร้องจนดูน่ากลัว แต่ก็ดูเหมือนว่าระบบการไฟฟ้าของอำเภอป่าติ้วจะยังใช้การได้ดีอยู่ ยังเป็นแสงสว่างให้ที่พักพิงอุ่นใจในยามน่าสิ่วน่าขวานได้เป็นอย่างดี แม้จะเป็นอำเภอขนาดเล็กแต่การบริหารจัดการดูจะมีระบบจนน่าชื่นชม ผิดกับบางแห่งบางอำเภอที่แย่เอามากๆแค่ฟ้าร้องไม่กี่ทีก็ดับเอาดับเอาจนต้องมีคำเปรียบเปรยออกมาว่า " แค่สนุขเยี่ยวรดเสาไฟก็ยังดับเลย "
บ้านโคกนาโก เป็นหมู่บ้านและเป็นตำบลไปในตัวด้วย สาเหตุที่ชื่อโคกนาโก ก็เพราะตั้งตามชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งทางภาคอีสานนั่นก็คือ ต้นตะโกนั่นเอง เนื่องจากเป็นหมู่บ้านที่มีขนาดใหญ่จึงต้องแยกออกเป็นสองหมู่คือ หมู่ที่4 และหมู่ที่12 โดยการปกครองของนายทรงฤทธิ์ ซึ่งเป็นกำนันประจำตำบลแห่งนี้นี่เอง และมีนายบุญน้อยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่4ช่วยดูแลอีกแรงนึงด้วย มีหมู่บ้านที่ขึ้นตรงต่อตำบลโคกนาโกถึง16หมู่บ้านทีเดียว อาชีพหลักของชาวบ้านแถบนี้ก็คือ เกษตรกรรมนั่นเองโดยอาศัยสายน้ำหลักที่ทอดยาวผ่านเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนวิถีการดำรงชีวิตนั่นก็คือ " ลำเซบาย "
" นุช " หรือเด็กหญิง ศิริกัญญานุช เด็กน้อยวัยสิบขวบสายเลือดอีสาน คือพยานตัวน้อยของทิดนพและป้าดำชาวบ้านโคกนาโกแห่งนี้ เขาทั้งสองคนฝากความหวังไว้และก็คิดไว้ว่าเมื่อเธอคนนี้เติบใหญ่ขึ้นมาจะต้องเป็นคนที่ขยัน ก้าวไกลต่อไปข้างหน้าด้วยความสามารถ โดยที่ทิดนพและป้าดำเองก็พร้อมจะสนับสนุนให้เธอเรียนได้แบบเต็มที่ ตอนนี้เธอกำลังนั่งให้ความสนใจกับหัวไฟที่พ่อของเธอทำการเปลี่ยนหัวเทียนใหม่โดยเจ้านัทน้องชายนั่งให้ความสนใจอยู่ข้างๆอีกคน
" อี๊พ่อสิออกไปได้เขียดตอนได๋หนิ " เสียงเธอเจื้อยแจ้ว เอียงคอจ้องมองเหมือนคนไฝ่รู้
" จักหน่อยนี้หล่ะอีนาง ฝนเริ่มสิเอี้ยน(ซา) แนแล้ว " เสียงพ่อของเธอบอก
" อีพ่อไปผู้เดียวบ่ย้านผีหลอกติ ผมได้ยินหมู่เว้าว่าแถวบ้านเฮามีผีหลอก " เจ้านัทถามด้วยความสงสัย
" บ่มีดอกบักหำเอ๊ย.. สิมีผีหลอกมาแต่ไสว๊า ตั้งแต่น้อยจนเฒ่าปานนี้แล้วพ่อยังบ่เห็นจักเทืออยู่ ฮ่าๆๆ " หัวเราะอย่างอารมณ์ดี
" เสียงเขียดฮ้องคับท่งแล้วอีพ่อ นุชอยากกินปิ้งเขียดโม้โตใหญ่ๆคือสิแซบดีแหม่ะ " ยิ้มบอกพ่อ หลังจากฝนเริ่มซาเม็ดลงแล้ว ทำให้ได้ยินเสียงเขียดร้องก้องทุ่งนา ตอนนี้เริ่มจะมีแสงไฟอยู่เป็นจุดๆ
" เอาหล่ะ พ่อสิออกไปแล้ว อีนางไปเอาข่องมาไห่พ่อแนไป๋ " สิ้นเสียงบอก เด็กหญิงตัวน้อยแจ้นออกไปจากจุดนั้นเพื่อเอาสิ่งที่พ่อของเธอต้องการอย่างคนรู้ตำแหน่งทันที...
...เด็กหญิงตัวน้อยยืนมองตามหลังผู้เป็นพ่อที่กำลังเดินฝ่าสายฝนที่ตกลงมาปรอยๆ ในหัวใจกำลังพองโตหลับตานึกไปถึงกบตัวใหญ่ที่หอมกรุ่นอยู่บนเตาไฟในยามเช้า จนต้องเผลอยิ้มออกมา
" เข่านอนได้แล้วอีนาง บักหำเอ๊ย เดี๋ยวมื้ออื่นเซ้ากะได้เห็นดอก บ่ต้องไปถ่าพ่อเขาดอกกว่าเพินสิกลับเข่ามามันกะเดิกโพ้ดแล้ว นอนแล้วกะฝันเอาเลขโตดีๆมาบอกแม่แน มื้ออื่นเลขกะสิออกแล้ว เหอะๆ" เสียงป้าดำบอกลูกทั้งสองให้กลับเข้าที่นอนหลังจากผู้เป็นสามีลงจากบ้านไปได้ไม่นานนัก บ้านของป้าดำนั้นจะอยู่ติดกับทุ่งนาฉะนั้นแล้วในตอนนี้จึงสามารถมองเห็นแสงไฟอยู่หลายๆจุด เสียงกบเขียดร้องระงมกันทั่วท้องทุ่งนา เด็กหญิงและเด็กชายตัวน้อยละสายตาหันกลับมา และเดินกลับเข้าห้องนอนอย่างคนว่านอนสอนง่าย
" ไปนอนเอาแฮงไว้ มื้ออื่นแม่สิพาออกไปส่อนอีฮ๊วก ได้ยินป้าศรีเลาว่าฮวกกบมีแต่โตใหญ่ๆ " ป้าดำบอกตามหลังเธอ
" อีหลี๋ติแม่.. นุชอยากกินหมกอีฮวกกบโตใหญ่ๆแหม่ะ " เสียงใสตอบกลับออกมา
" เอ้อ...... หล่ะอยากเหมิดทุกอย่างเอาโล้ดเนาะ เหอะๆ จั่งแม่นมันมักกินคัก จักคือผู้ได๋ดอก " ป้าดำเอ่ยยิ้มๆ
" เอื้อยๆ... ให่ผมไปนำแนเด้อ " เสียงเจ้านัทอ้อนพี่สาวอยู่ข้างๆ
" ไปกะจั่งค่อยไป ตอนนี้บักหล่านอนก่อน ตื่นขึ่นมาค่อยถ่าไปเบิ่งกบโตใหญ่ๆอยู่ในกาละมังดำ " เธอบอกน้องชายพร้อมกับหลับตานึกไปถึงกบเขียดที่พ่อของเธอจะหามาได้ในคืนนี้ หลับสายตาพลางนึกไปยิ้มไปไม่นานนักเธอก็หลับไหลไปพร้อมกับรอยยิ้ม
" จับดีๆจับแหน่นๆอีนางมันสิหลุดมือ "
"คือโตใหญ่คักแถ่ะพ่อ นุชอยากกินปิ้งฮ้อนๆ "
" อึม.. เดี๋ยวแม่เขาสิเฮ็ดให่กินดอก "
" มันหันหน่ามายิ้มให่หมาน้อยอี๊พ่อนำแหม่ะ"
" หมาน้อยเอ๊ย.... กบไสน้อสิมายิ้มใส่คนว๊า"
" ว้ายย อี๊พ่อมันเยี่ยวใส่นุช "
" อีนางเอ๊ย... อีนาง... เข่าไปนอนบ่พอคาวจั่งได๋ได้นอนเพ้อเร็วแถ่ะ " เสียงป้าดำปลุกเธอพร้อมใช้มือจับตัวพลิกให้เปลี่ยนท่านอนตะแคงใหม่ ไม่มีอาการตื่นขึ้นมาแต่มีรอยยิ้มผุดขึ้นมาแทน
" เอ๋า... อีนางหนิคือสินอนฝันดีคักเนาะ เหอะๆ.. โอ๊ยย... นอนน้ำลายไหลอีก คาแม่นใหญ่เป็นสาวขึ่นมานอนน้ำลายไหลแบบซี้สิบ่อายผู้บ่าวเบาะน้ออีนางเอ๊ยย " พึมพำปนรอยยิ้มและเดินออกมาจากห้องนอนของลูกทั้งสองคน
อากาศยามเช้าตรู่ดูสดชื่นเป็นพิเศษ หลังจากที่ฝนได้เทกระหน่ำลงมาช่วงค่ำเมื่อวาน และก็ยังตกปรอยๆอยู่ตลอดทั้งคืน ฟ้าในเช้านี้ก็ดูเหมือนจะยังไม่เปิดเท่าไรนัก ยังมีเมฆจับตัวกันเป็นกลุ่มดูเหมือนจะครึ้มได้อีกตลอดทั้งวัน เสียงข่าวยามเช้าดังแว่วมาจากบ้านของกำนันทรงฤทธิ์ แม้อากาศจะไม่อำนวยเท่าไรนัก แต่แกก็ยังปฏิบัติหน้าที่คอยส่งข้อมูลข่าวสารในที่ต่างๆให้กับลูกบ้านของแกได้รับรู้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด นกน้อยบินออกจากรังส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ด้วยความเบิกบานใจแข่งกับเสียงของนักข่าวที่รายงานมาเป็นระยะๆ " แป๊ะ... แป๊ะ.. " เสียงแม่บ้านหักไม้ลำปอ เพื่อจุดไฟตั้งหม้อนึ่งข้าวในยามเช้า ควันพวยพุ่งขึ้นอยู่หลายจุดหลายหลัง พ่อบ้านหลายคนก็แบกไถจูงควายมุ่งตรงสู่ท้องทุ่งนา คงจะถึงเวลาแล้วกับอาชีพของพวกเขา ฝนที่ตกลงมาดูมากควรแก่การลงมือได้แล้ว ชาวบ้านบางคนก็หว่านกล้าจนเขียวไปบ้างแล้วก็มี และเช้านี้ทิดนพเองก็ไม่พลาดเช่นกัน แกจูงควายของผู้เป็นแม่พร้อมกับแบกไถลงท้องทุ่งนาตั้งแต่เช้าตรู่
อากาศแสนเย็นสดชื่นทำให้เด็กหญิงตัวน้อยต้องนอนขดตัวม้วนเข้ากับผ้าห่มแบบคลุมโปง มองดูแล้วน่าหมั่นไส้นัก เพราะเธอเหลือช่องตรงจมูกไว้ให้ตัวเองได้หายใจได้สะดวกอยู่นิดนึง น้ำลายที่ไหลอยู่เมื่อคืนตอนนี้แห้งสนิทจนมองเห็นเป็นคราบ
" ..อ๊บ.. อ๊บ.. อ๊บ.. อ๊บ.. อึ่งงง)).. อ่างง)) แอ๊บบบ... แอ๊บบ.. " เสียงกบเสียงเขียดรวมไปถึงอึ่งดังก้องระงมอยู่นอกห้อง เป็นเสียงปลุกชั้นดีให้กับเธอในตอนนี้ เธองัวเงียตื่นขึ้นมาพร้อมกับเปิดผ้าห่มออก เงี่ยหูฟังให้ชัดขึ้น พลันรอยยิ้มก็ผุดขึ้นจนมองให้เห็นฟันสีขาว เด็กหญิงตัวน้อยหันไปสะกิดน้องชายที่นอนหลับไหลอยู่ข้างๆให้ลุกตามเธอขึ้นมาด้วย เมื่อออกมาจากห้องก็มองเห็นแม่ของเธอกำลังขลุกตัวอยู่ในครัว เธอจูงแขนน้องชายให้เดินตามไปตรงที่มีเสียงร้อง นั่นก็คือกาละมังสีดำใบใหญ่ที่วางอยู่ ข้างบนมีผ้าตาข่ายสีเขียวปิดคลุมไว้ เมื่อไปถึงรอยยิ้มของเด็กน้อยทั้งสองก็เปิดกว้างขึ้นเมื่อเห็นกบตัวใหญ่นับ10ตัวรวมไปถึงอึ่งและเขียดอีกหลายตัวแออัดอยู่ในกาละมังใบนั้น แสดงให้เห็นว่าฝีมือของทิดนพผู้นี้ไม่ธรรมดาเหมือนกัน
" อี๊แม่ปิ้งกบโตใหญ่ๆโตนี้เด้อ นุชขอหนังไว้เฮ็ดกลองน้อยนำ " เสียงเธออ้อนแม่แต่เช้าเลย
" เอาไปเฮ็ดกลองมันบ่อิ่มท้องเด๊ แม่ว่าเอาหนังไว้ทอดบ่ดีติอีนาง " ป้าดำให้ความเห็น
" นุชอยากได้ไว้ตีเหล่นยามคืนเนาะ เสียงมันม่วนดี " สิ่งที่เธอหมายถึงก็คือ กลองที่ใช้หนังกบทำ โดยใช้กระป๋องปลากระป๋องยี่ห้อต่างๆมาเปิดฝาออกทั้งสองด้าน แล้วเอาหนังกบที่ลอกออกมาปิดปากกระป๋องโดยดึงให้ตึงโดยจะใช้หนังยางมัดก็ได้ แล้วปล่อยตากแดดให้แห้งก็จะกลายเป็นกลองเล็กที่เราใช้ไม้เคาะดังเสนาะหูได้ดีเหมือนกัน
" จั่งได๋มื้อคืนนี้เข่าไปนอนบ่พอคาวก็เพ้อว่าหนิแหม่ะ ก่อนนอนอีนางกะหัดไหว้หัวบ่อนก่อนนอนแนแม๊ะ เอ้อ..ยกกาละมังเข่ามาให่แม่แน" เสียงแม่บอกเธอ
" นุชฝันว่าได้จับกบใหญ่แหม่ะอีแม่ ฝันว่าอีพ่อเลายืนให่ " เธอบอกและยืนกาละมังส่งให้แม่
" มันคิดเห็นว่าสิได้ปิ้งกบนำพ่อติ๊หนิ จั่งค่อยเก็บไปฝัน พากันไปหาล้างหน่าได้แล้ว เดี๋ยวแม่สิปิ้งกบสู่กินดอก " ป้าดำบอกเขาทั้งสองคนพร้อมใช้มือเข้าไปจับเจ้ากบตัวใหญ่ชะตาขาดขึ้นมา และเจ้ากบตัวใหญ่นี้แหล่ะมันพร้อมจะเป็นเมนูอันแสนอร่อยของครอบครัวเล็กๆครอบครัวนี้ในยามเช้า
แม้จะเป็นเวลาสายมากแล้วแต่อากาศก็ดูเหมือนจะไม่ร้อนเอาเสียเลย เนื่องจากฟ้ายังไม่เปิด ยังดูครึ้มฟ้าครึ้มฝนอยู่นั่นเอง กับข้าวมื้อเช้าเสร็จสิ้นไปด้วยความอร่อย ทิดนพเองก็กลับเข้ามากินข้าวที่บ้านเอง เนื่องจากทุ่งนาของแกอยู่ไม่ห่างจากบ้านเท่าไรนัก การไถในครั้งนี้เป็นการไถตระเตรียมดินเฉยๆเพื่อพลิกหญ้าและวัชพืชต่างๆให้จมเน่าในน้ำนั่นเอง หลังกินข้าวเช้าเสร็จแกก็ต้องกลับออกไปไถต่ออีก ตอนนี้เด็กหญิงตัวน้อยและน้องชายของเธอดูจะเตรียมตัวพร้อมแล้วสำหรับการปฏิบัติการออกล่าลูกอ๊อดที่แม่เขารับปากไว้แต่เมื่อคืน จุดหมายก็คือทุ่งนาแถบไกล้ๆบ้านนี้เอง แต่ตอนนี้พวกเขาทั้งสองกำลังยืนรอผู้เป็นแม่อยู่ ป้าดำแกกำลังยืนคุยกับชาวบ้านโคกนาโกหมู่ที่4 อยู่ มองดูแล้วเหมือนว่าชาวบ้านคนนั้นจะส่งกระดาษแผ่นเล็กให้แกโดยที่แกส่งเงินคืนเป็นการแลกเปลี่ยน
แม้วันนี้ ศิริกัญญานุช จะต้องเหนื่อยล้ากับการเดินลากผ้าตาข่ายที่เป็นอุปกรณ์ในการจับลูกอ๊อด แต่เธอก็ไม่เคยบ่น แม้จะเป็นเด็กตัวเล็กๆแต่ความทรหดอดทนดูจะเต็มเปี่ยมด้วยสายเลือดของนักต่อสู้ของลูกอีสาน รอยยิ้มที่ปนไปด้วยความเหนื่อยยังมีให้เห็นหลังจากที่เธอก้มมองลูกอ๊อดที่ช้อนมาได้มากมาย โดยมีเจ้านัทน้องชายเป็นคนถือครุน้ำไว้ใส่เดินตามหลังต้อยๆ ใช้เวลาแค่สองชั่วโมงก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับวันนี้ และเมื่อกลับมาถึงบ้านสิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือจัดการเอาสิ่งที่อยู่ข้างในออกจากตัวลูกอ๊อดออกให้หมดจด เพื่อความสะอาด สำหรับเตรียมความพร้อมที่จะทำเมนูแห่งความอร่อยได้หลายอย่างเลยทีเดียว ความเหนื่อยล้าของเธอวันนี้ดูจะมีมากเป็นพิเศษ แม้เพื่อนๆของเธอจะวิ่งตามไปเล่นที่ศาลากลางหมู่บ้าน ที่เธอเคยไปวิ่งเล่นอยู่เป็นประจำก็ต้องถูกเธอปฏิเสธไป
เมื่อความเหนื่อยล้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่นานนักความหลับไหลก็เข้ามาแทนที่เป็นกำไร ศิริกัญญานุชเผลอหลับไปจนเกือบเย็นก็พลันสะดุ้งตื่นด้วยการปลุกของผู้เป็นแม่ เมื่อเธอมองตาตื่นขึ้นมาก็รู้สึกงงกับสิ่งที่เธอเห็น เธอเห็นรอยยิ้มเปิดกว้างของผู้เป็นแม่ แถมแม่ของเธอยังใจดียื่นเงินให้ด้วย20บาท จนเธอต้องงวยงง
" บ่ต้องงงดอก ...เอ๋าแม่ไห่ไว้ซื้อหนม แม่ถืกเลข20บาท ถืกเลขสามโต10บาท ถืกเลขสองโตอีก10บาท เขาเอาเงินมาจ่ายไห่แม่หว่างหั่น " ป้าดำบอกพร้อมกับยิ้มกว้าง
" อีแม่ถืกเลขโตได๋ ได้เลขมาแต่ไส " เธอถามแม่งงๆแต่ก็ปนไปด้วยความดีใจ
" เลขมันออก 159 แม่ตีเอาจากอีนางฝันนั้นหล่ะ" ป้าดำบอกพร้อมกับยิ้มมองดูลูกสาวด้วยความเอ็นดู......
บ้านโคกนาโก อำเภอ ป่าติ้ว
เมฆก้อนใหญ่สีดำทะมึนดูน่ากลัวคล้ายกับรูปปีศาจ ตั้งเค้าขึ้นทางด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้านยามเย็น ไม่นานเท่าไรนักสายลมก็โหมพัดกระหน่ำเหมือนกับว่ากำลังจะเกิดพายุทอร์นาโดขนาดย่อมๆ ต้นไม้โอนเอนโยบยาบไปตามกระแสของแรงลมดูแล้วน่ากลัวเหมือนกับว่ามันจะหักโค่นลงมา " ..ครื๊ดดด... แคร๊กก..แคร๊กกก.. " เสียงกิ่งฝรั่งที่ปลูกอยู่ข้างๆบ้านครูดกับแผ่นสังกะสีจนน่ารำคาญ สังกะสีบางแผ่นตะปูถอนออกเมื่อถูกสายลมที่รุนแรงเข้ามาปะทะจึงเปิงขึ้นเล็กน้อยแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ "..เปรี๊ยะ... ครืนนน....ครืนนน....ฮึ่มมมม..." แสงสุรีย์พร้อมเสียงร้องคำรามกึกก้องจนน่ากลัว ประหนึ่งเหมือนกับว่าเมขลาถือลูกแก้ววิเศษหลอกล่อให้รามสูรถือขวานวิ่งไล่ตามฟาดฟันลงเป็นระยะๆ เสียงลูกเล็กเด็กแดงร้องไห้ระงมวิ่งเข้ากอดแม่หาที่พึ่งด้วยความตื่นกลัวจนตัวสั่น ชาวบ้านไล่วัวไล่ควายจากท้องทุ่งนากลับเข้าบ้านเมื่อประเมิณสถานการณ์แล้วเห็นว่าไม่ค่อยจะปลอดภัยนัก ดอกผักแขยงส่งกลิ่นหอมคลุ้งลอยมาตามสายลม แม่บ้านเตรียมนึ่งข้าวควันไฟพวยพุ่งขึ้นจากเตาอยู่เป็นจุดๆ ส่วนพ่อบ้านเตรียมความพร้อมสำรวจหมอแบตเตอรี่สำหรับภาระกิจในยามค่ำคืนหลังจากที่ฝนเทกระหน่ำลงมาแล้ว และอีกไม่นานพวกเขาก็คงจะได้ทำอาชีพหลักของเขา อาชีพที่บรรพบุรุษยึดถือก่อร่างสร้างตัวทำมาแต่ในครั้งอดีตกาล
"... แอ๊บบบ....แอ๊บบบบ...แอ๊บบบบ...อ๊อบบบ...อ๊อบบ.." เสียงเขียดร้องคอรัสประสานเสียงดังระงมไปทั่วท้องทุ่งนา โห่ร้องดีใจไชโยรอสายฝนที่จะเทกระหน่ำลงไม่อีกกี่นาทีข้างหน้า ลูกอ๊อดกลุ่มใหญ่ว่ายน้ำเล่นยิ้มร่า เริงระบำกลางทุ่งนาดีใจรอเม็ดน้ำฝนที่จะมีเพิ่มขึ้นมาอีกเพื่อมันจะได้มีที่อาศัยลี้หลบภัยได้มากขึ้น เพื่อยังชีวิตของมันให้เติบใหญ่เข้าสู่วัยหนุ่มสาวเป็นเขียดเป็นกบต่อไปในวันข้างหน้า
"..อีนางเอ๊ย...อีนาง... แล่นไปซื้อเทียนบ้านลุงหนั่นมาไว้ไห่แม่แนไป๋จั๊กสองเล่ม ลังเทือไฟฟ้ามันดับพอได้ไต้แน คาพ่อเพินเอาไฟหม่อแบตออกไปไต้กบไต้เขียด " เสียงป้าดำร้องเรียกลูกสาววัย10ขวบ ซึ่งตอนนี้เธอกำลังวุ่นอยู่กับสมุดการบ้านของเธอ โดยที่เธอกำลังสปีดเร่งความเร็วให้เสร็จก่อนที่ฝนจะกระหน่ำลงมา
" จ้าแม่.... เหลือข่อเดียวนุชกะสิแล้ว ถ่าคาวนึง " เธอตะโกนต่อรองกับผู้เป็นแม่
" ไปเดี๋ยวนี้หล่ะอีนาง มื้ออื่นกะวันเสาร์มีเวลาตั้งหลาย เดี๋ยวฝนมันสิตกก่อนเร็วๆเลย //// บ๊า...ฟ้าห่าวลมแฮงคักแท้น้อ " กระตุ้นลูกสาวพร้อมกับพึมพำออกมาเมื่อเห็นสภาพอากาศในตอนนี้ เด็กน้อยวัยสิบขวบจำต้องผุดลุกขึ้นจากสมุดของเธอเข้าไปหาผู้เป็นแม่อยู่หน้าเตาไฟอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
" เอามาติ๊หล่ะ ขนมโก๋แก่นำห่อนึง อิอิ " บอกหัวเราะพร้อมกับแบมือไปยังแม่ ทำให้ป้าดำต้องหัวเราะออกมา
" มีค่าจ่งค่าจ้างดีแท้ดอกเนาะ ...เอ๋า... เอาเทียนเหล่มละบาทสองเล่ม เอ้อ!! ซื้อหัวเทียนหม่อแบตมาไห่พ่อเพินนำหัวนึงเด้อ ไป๋เร็วๆฝนสิตกก่อน " บอกลูกสาวและควักเอาเงินเหรียญสิบในกระเป๋าเสื้อยื่นให้ เมื่อได้สิ่งที่เธอต้องการแล้วก็วิ่งลงบันไดบ้านในทันทีจุดหมายของเธอก็คือบ้านลุงหนั่นที่อยู่ห่างไปประมาณสองร้อยเมตร
" อ้าวอีนางสิแล่นไปไสหน่ะ ฟ้าลมมันแฮ่งเป็นฮ้ายอยู่ " เสียงทิดนพพ่อของเธอร้องถาม ขณะกำลังเดินเข้าบ้านมากับนัทลูกชายวัย8ขวบหลังจากที่พึ่งต้อนฝูงวัวเข้าคอกที่บ้านยายหลังถัดกันไป
" นุชสิไปซื้อเทียนบ้านลุงหนั่นจ้าอี๊พ่อ " บอกพร้อมกับวิ่งแจ้นฝ่าสายลมที่พัดโถมแรง
" ไป๋... แล่นหันๆฝนสิตกแล้วอีนาง ฮ่าๆๆ โห้... แล่นดากมนมิ้งกิ้งเลยเว๊ย.. " ทิดนพร้องตะโกนตามหลังและหัวเราะลูกสาวออกมาเมื่อเห็นเธอใช้ความเร็วที่ถือว่าไม่ธรรมดาเลย
หลังจากนั้นไม่นานนักฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เหมือนกับว่าปลุกสรรพสิ่งให้ฟื้นชีพขึ้นมา เสียงเม็ดฝนกระทบกับแผ่นสังกะสีเสียงดังอึงมี่จนฟังไม่ได้ศัพย์บวกกับแสงฟ้าแลบเสียงฟ้าร้องคำรามดังกึกก้องมาเป็นระยะ ตอนนี้เป็นเวลา5โมงเย็นแต่สภาพภายบรรยากาศภายนอกแม้จะห่างออกไปแค่สิบเมตรก็ไม่สามารถจะมองเห็นได้ เนื่องจากสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาเหมือนกับฟ้ารั่วยังกับว่าเก็บกดอัดอั้นมาเสียนานยังไงยังงั้น
" แม้บาดหนิ เป็นได๋น้ออีนางมันสิฮู้จักควมหลบฝนอยู่บ้านลุงหนั่นก่อนบ่น้อเฒ่า //// บักหำเอากะคุมาต่งน้ำฝนใส่แอ่งน้ำกินไห่แม่แนเร็ว " เสียงป้าดำเอ่ยกับสามีก่อนจะเรียกใช้ลูกชายต่อ สายตาจ้องมองฝ่าสายฝนออกไปนึกเป็นห่วงลูกสาวเอาอย่างมาก
" ว้ายย...แง๊ๆๆ หมาน้อยอีแม่เปียกเหมิ๊ดเลย " เสียงของผู้ที่กำลังถูกพูดถึงวิ่งขึ้นบันไดบ้านมา สภาพเปียกโชกไปทั้งตัว
" คือบ่หลบฝนอยู่บ้านลุงหนั่นก่อนอีนาง ฟ้าวแล่นมาหยั๋ง บ่แม่นหัวเทียนหม่อแบตพ่อมึงเปียกน้ำเหมิดแล้วติ " ป้าดำถามเธอ ซึ่งสภาพเธอในตอนนี้เหมือนลูกนกตกน้ำ ไม่มีคำพูดจากปากเธอแต่รอยยิ้มของป้าดำก็เปิดกว้างขึ้นเมื่อเห็นเธอยื่นสิ่งที่ต้องการให้ มันถูกบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกกันน้ำเสียอย่างดี
" เหอะๆๆ มันฉลาดแต่น้อยเว๊ย อีนางหนิ " ++++++++++++
อาหารมื้อค่ำถูกจัดการไปพร้อมกับสายฝนที่ยังเทกระหน่ำลงมาปนกับเสียงฟ้าร้องจนดูน่ากลัว แต่ก็ดูเหมือนว่าระบบการไฟฟ้าของอำเภอป่าติ้วจะยังใช้การได้ดีอยู่ ยังเป็นแสงสว่างให้ที่พักพิงอุ่นใจในยามน่าสิ่วน่าขวานได้เป็นอย่างดี แม้จะเป็นอำเภอขนาดเล็กแต่การบริหารจัดการดูจะมีระบบจนน่าชื่นชม ผิดกับบางแห่งบางอำเภอที่แย่เอามากๆแค่ฟ้าร้องไม่กี่ทีก็ดับเอาดับเอาจนต้องมีคำเปรียบเปรยออกมาว่า " แค่สนุขเยี่ยวรดเสาไฟก็ยังดับเลย "
บ้านโคกนาโก เป็นหมู่บ้านและเป็นตำบลไปในตัวด้วย สาเหตุที่ชื่อโคกนาโก ก็เพราะตั้งตามชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งทางภาคอีสานนั่นก็คือ ต้นตะโกนั่นเอง เนื่องจากเป็นหมู่บ้านที่มีขนาดใหญ่จึงต้องแยกออกเป็นสองหมู่คือ หมู่ที่4 และหมู่ที่12 โดยการปกครองของนายทรงฤทธิ์ ซึ่งเป็นกำนันประจำตำบลแห่งนี้นี่เอง และมีนายบุญน้อยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่4ช่วยดูแลอีกแรงนึงด้วย มีหมู่บ้านที่ขึ้นตรงต่อตำบลโคกนาโกถึง16หมู่บ้านทีเดียว อาชีพหลักของชาวบ้านแถบนี้ก็คือ เกษตรกรรมนั่นเองโดยอาศัยสายน้ำหลักที่ทอดยาวผ่านเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนวิถีการดำรงชีวิตนั่นก็คือ " ลำเซบาย "
" นุช " หรือเด็กหญิง ศิริกัญญานุช เด็กน้อยวัยสิบขวบสายเลือดอีสาน คือพยานตัวน้อยของทิดนพและป้าดำชาวบ้านโคกนาโกแห่งนี้ เขาทั้งสองคนฝากความหวังไว้และก็คิดไว้ว่าเมื่อเธอคนนี้เติบใหญ่ขึ้นมาจะต้องเป็นคนที่ขยัน ก้าวไกลต่อไปข้างหน้าด้วยความสามารถ โดยที่ทิดนพและป้าดำเองก็พร้อมจะสนับสนุนให้เธอเรียนได้แบบเต็มที่ ตอนนี้เธอกำลังนั่งให้ความสนใจกับหัวไฟที่พ่อของเธอทำการเปลี่ยนหัวเทียนใหม่โดยเจ้านัทน้องชายนั่งให้ความสนใจอยู่ข้างๆอีกคน
" อี๊พ่อสิออกไปได้เขียดตอนได๋หนิ " เสียงเธอเจื้อยแจ้ว เอียงคอจ้องมองเหมือนคนไฝ่รู้
" จักหน่อยนี้หล่ะอีนาง ฝนเริ่มสิเอี้ยน(ซา) แนแล้ว " เสียงพ่อของเธอบอก
" อีพ่อไปผู้เดียวบ่ย้านผีหลอกติ ผมได้ยินหมู่เว้าว่าแถวบ้านเฮามีผีหลอก " เจ้านัทถามด้วยความสงสัย
" บ่มีดอกบักหำเอ๊ย.. สิมีผีหลอกมาแต่ไสว๊า ตั้งแต่น้อยจนเฒ่าปานนี้แล้วพ่อยังบ่เห็นจักเทืออยู่ ฮ่าๆๆ " หัวเราะอย่างอารมณ์ดี
" เสียงเขียดฮ้องคับท่งแล้วอีพ่อ นุชอยากกินปิ้งเขียดโม้โตใหญ่ๆคือสิแซบดีแหม่ะ " ยิ้มบอกพ่อ หลังจากฝนเริ่มซาเม็ดลงแล้ว ทำให้ได้ยินเสียงเขียดร้องก้องทุ่งนา ตอนนี้เริ่มจะมีแสงไฟอยู่เป็นจุดๆ
" เอาหล่ะ พ่อสิออกไปแล้ว อีนางไปเอาข่องมาไห่พ่อแนไป๋ " สิ้นเสียงบอก เด็กหญิงตัวน้อยแจ้นออกไปจากจุดนั้นเพื่อเอาสิ่งที่พ่อของเธอต้องการอย่างคนรู้ตำแหน่งทันที...
...เด็กหญิงตัวน้อยยืนมองตามหลังผู้เป็นพ่อที่กำลังเดินฝ่าสายฝนที่ตกลงมาปรอยๆ ในหัวใจกำลังพองโตหลับตานึกไปถึงกบตัวใหญ่ที่หอมกรุ่นอยู่บนเตาไฟในยามเช้า จนต้องเผลอยิ้มออกมา
" เข่านอนได้แล้วอีนาง บักหำเอ๊ย เดี๋ยวมื้ออื่นเซ้ากะได้เห็นดอก บ่ต้องไปถ่าพ่อเขาดอกกว่าเพินสิกลับเข่ามามันกะเดิกโพ้ดแล้ว นอนแล้วกะฝันเอาเลขโตดีๆมาบอกแม่แน มื้ออื่นเลขกะสิออกแล้ว เหอะๆ" เสียงป้าดำบอกลูกทั้งสองให้กลับเข้าที่นอนหลังจากผู้เป็นสามีลงจากบ้านไปได้ไม่นานนัก บ้านของป้าดำนั้นจะอยู่ติดกับทุ่งนาฉะนั้นแล้วในตอนนี้จึงสามารถมองเห็นแสงไฟอยู่หลายๆจุด เสียงกบเขียดร้องระงมกันทั่วท้องทุ่งนา เด็กหญิงและเด็กชายตัวน้อยละสายตาหันกลับมา และเดินกลับเข้าห้องนอนอย่างคนว่านอนสอนง่าย
" ไปนอนเอาแฮงไว้ มื้ออื่นแม่สิพาออกไปส่อนอีฮ๊วก ได้ยินป้าศรีเลาว่าฮวกกบมีแต่โตใหญ่ๆ " ป้าดำบอกตามหลังเธอ
" อีหลี๋ติแม่.. นุชอยากกินหมกอีฮวกกบโตใหญ่ๆแหม่ะ " เสียงใสตอบกลับออกมา
" เอ้อ...... หล่ะอยากเหมิดทุกอย่างเอาโล้ดเนาะ เหอะๆ จั่งแม่นมันมักกินคัก จักคือผู้ได๋ดอก " ป้าดำเอ่ยยิ้มๆ
" เอื้อยๆ... ให่ผมไปนำแนเด้อ " เสียงเจ้านัทอ้อนพี่สาวอยู่ข้างๆ
" ไปกะจั่งค่อยไป ตอนนี้บักหล่านอนก่อน ตื่นขึ่นมาค่อยถ่าไปเบิ่งกบโตใหญ่ๆอยู่ในกาละมังดำ " เธอบอกน้องชายพร้อมกับหลับตานึกไปถึงกบเขียดที่พ่อของเธอจะหามาได้ในคืนนี้ หลับสายตาพลางนึกไปยิ้มไปไม่นานนักเธอก็หลับไหลไปพร้อมกับรอยยิ้ม
" จับดีๆจับแหน่นๆอีนางมันสิหลุดมือ "
"คือโตใหญ่คักแถ่ะพ่อ นุชอยากกินปิ้งฮ้อนๆ "
" อึม.. เดี๋ยวแม่เขาสิเฮ็ดให่กินดอก "
" มันหันหน่ามายิ้มให่หมาน้อยอี๊พ่อนำแหม่ะ"
" หมาน้อยเอ๊ย.... กบไสน้อสิมายิ้มใส่คนว๊า"
" ว้ายย อี๊พ่อมันเยี่ยวใส่นุช "
" อีนางเอ๊ย... อีนาง... เข่าไปนอนบ่พอคาวจั่งได๋ได้นอนเพ้อเร็วแถ่ะ " เสียงป้าดำปลุกเธอพร้อมใช้มือจับตัวพลิกให้เปลี่ยนท่านอนตะแคงใหม่ ไม่มีอาการตื่นขึ้นมาแต่มีรอยยิ้มผุดขึ้นมาแทน
" เอ๋า... อีนางหนิคือสินอนฝันดีคักเนาะ เหอะๆ.. โอ๊ยย... นอนน้ำลายไหลอีก คาแม่นใหญ่เป็นสาวขึ่นมานอนน้ำลายไหลแบบซี้สิบ่อายผู้บ่าวเบาะน้ออีนางเอ๊ยย " พึมพำปนรอยยิ้มและเดินออกมาจากห้องนอนของลูกทั้งสองคน
อากาศยามเช้าตรู่ดูสดชื่นเป็นพิเศษ หลังจากที่ฝนได้เทกระหน่ำลงมาช่วงค่ำเมื่อวาน และก็ยังตกปรอยๆอยู่ตลอดทั้งคืน ฟ้าในเช้านี้ก็ดูเหมือนจะยังไม่เปิดเท่าไรนัก ยังมีเมฆจับตัวกันเป็นกลุ่มดูเหมือนจะครึ้มได้อีกตลอดทั้งวัน เสียงข่าวยามเช้าดังแว่วมาจากบ้านของกำนันทรงฤทธิ์ แม้อากาศจะไม่อำนวยเท่าไรนัก แต่แกก็ยังปฏิบัติหน้าที่คอยส่งข้อมูลข่าวสารในที่ต่างๆให้กับลูกบ้านของแกได้รับรู้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด นกน้อยบินออกจากรังส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ด้วยความเบิกบานใจแข่งกับเสียงของนักข่าวที่รายงานมาเป็นระยะๆ " แป๊ะ... แป๊ะ.. " เสียงแม่บ้านหักไม้ลำปอ เพื่อจุดไฟตั้งหม้อนึ่งข้าวในยามเช้า ควันพวยพุ่งขึ้นอยู่หลายจุดหลายหลัง พ่อบ้านหลายคนก็แบกไถจูงควายมุ่งตรงสู่ท้องทุ่งนา คงจะถึงเวลาแล้วกับอาชีพของพวกเขา ฝนที่ตกลงมาดูมากควรแก่การลงมือได้แล้ว ชาวบ้านบางคนก็หว่านกล้าจนเขียวไปบ้างแล้วก็มี และเช้านี้ทิดนพเองก็ไม่พลาดเช่นกัน แกจูงควายของผู้เป็นแม่พร้อมกับแบกไถลงท้องทุ่งนาตั้งแต่เช้าตรู่
อากาศแสนเย็นสดชื่นทำให้เด็กหญิงตัวน้อยต้องนอนขดตัวม้วนเข้ากับผ้าห่มแบบคลุมโปง มองดูแล้วน่าหมั่นไส้นัก เพราะเธอเหลือช่องตรงจมูกไว้ให้ตัวเองได้หายใจได้สะดวกอยู่นิดนึง น้ำลายที่ไหลอยู่เมื่อคืนตอนนี้แห้งสนิทจนมองเห็นเป็นคราบ
" ..อ๊บ.. อ๊บ.. อ๊บ.. อ๊บ.. อึ่งงง)).. อ่างง)) แอ๊บบบ... แอ๊บบ.. " เสียงกบเสียงเขียดรวมไปถึงอึ่งดังก้องระงมอยู่นอกห้อง เป็นเสียงปลุกชั้นดีให้กับเธอในตอนนี้ เธองัวเงียตื่นขึ้นมาพร้อมกับเปิดผ้าห่มออก เงี่ยหูฟังให้ชัดขึ้น พลันรอยยิ้มก็ผุดขึ้นจนมองให้เห็นฟันสีขาว เด็กหญิงตัวน้อยหันไปสะกิดน้องชายที่นอนหลับไหลอยู่ข้างๆให้ลุกตามเธอขึ้นมาด้วย เมื่อออกมาจากห้องก็มองเห็นแม่ของเธอกำลังขลุกตัวอยู่ในครัว เธอจูงแขนน้องชายให้เดินตามไปตรงที่มีเสียงร้อง นั่นก็คือกาละมังสีดำใบใหญ่ที่วางอยู่ ข้างบนมีผ้าตาข่ายสีเขียวปิดคลุมไว้ เมื่อไปถึงรอยยิ้มของเด็กน้อยทั้งสองก็เปิดกว้างขึ้นเมื่อเห็นกบตัวใหญ่นับ10ตัวรวมไปถึงอึ่งและเขียดอีกหลายตัวแออัดอยู่ในกาละมังใบนั้น แสดงให้เห็นว่าฝีมือของทิดนพผู้นี้ไม่ธรรมดาเหมือนกัน
" อี๊แม่ปิ้งกบโตใหญ่ๆโตนี้เด้อ นุชขอหนังไว้เฮ็ดกลองน้อยนำ " เสียงเธออ้อนแม่แต่เช้าเลย
" เอาไปเฮ็ดกลองมันบ่อิ่มท้องเด๊ แม่ว่าเอาหนังไว้ทอดบ่ดีติอีนาง " ป้าดำให้ความเห็น
" นุชอยากได้ไว้ตีเหล่นยามคืนเนาะ เสียงมันม่วนดี " สิ่งที่เธอหมายถึงก็คือ กลองที่ใช้หนังกบทำ โดยใช้กระป๋องปลากระป๋องยี่ห้อต่างๆมาเปิดฝาออกทั้งสองด้าน แล้วเอาหนังกบที่ลอกออกมาปิดปากกระป๋องโดยดึงให้ตึงโดยจะใช้หนังยางมัดก็ได้ แล้วปล่อยตากแดดให้แห้งก็จะกลายเป็นกลองเล็กที่เราใช้ไม้เคาะดังเสนาะหูได้ดีเหมือนกัน
" จั่งได๋มื้อคืนนี้เข่าไปนอนบ่พอคาวก็เพ้อว่าหนิแหม่ะ ก่อนนอนอีนางกะหัดไหว้หัวบ่อนก่อนนอนแนแม๊ะ เอ้อ..ยกกาละมังเข่ามาให่แม่แน" เสียงแม่บอกเธอ
" นุชฝันว่าได้จับกบใหญ่แหม่ะอีแม่ ฝันว่าอีพ่อเลายืนให่ " เธอบอกและยืนกาละมังส่งให้แม่
" มันคิดเห็นว่าสิได้ปิ้งกบนำพ่อติ๊หนิ จั่งค่อยเก็บไปฝัน พากันไปหาล้างหน่าได้แล้ว เดี๋ยวแม่สิปิ้งกบสู่กินดอก " ป้าดำบอกเขาทั้งสองคนพร้อมใช้มือเข้าไปจับเจ้ากบตัวใหญ่ชะตาขาดขึ้นมา และเจ้ากบตัวใหญ่นี้แหล่ะมันพร้อมจะเป็นเมนูอันแสนอร่อยของครอบครัวเล็กๆครอบครัวนี้ในยามเช้า
แม้จะเป็นเวลาสายมากแล้วแต่อากาศก็ดูเหมือนจะไม่ร้อนเอาเสียเลย เนื่องจากฟ้ายังไม่เปิด ยังดูครึ้มฟ้าครึ้มฝนอยู่นั่นเอง กับข้าวมื้อเช้าเสร็จสิ้นไปด้วยความอร่อย ทิดนพเองก็กลับเข้ามากินข้าวที่บ้านเอง เนื่องจากทุ่งนาของแกอยู่ไม่ห่างจากบ้านเท่าไรนัก การไถในครั้งนี้เป็นการไถตระเตรียมดินเฉยๆเพื่อพลิกหญ้าและวัชพืชต่างๆให้จมเน่าในน้ำนั่นเอง หลังกินข้าวเช้าเสร็จแกก็ต้องกลับออกไปไถต่ออีก ตอนนี้เด็กหญิงตัวน้อยและน้องชายของเธอดูจะเตรียมตัวพร้อมแล้วสำหรับการปฏิบัติการออกล่าลูกอ๊อดที่แม่เขารับปากไว้แต่เมื่อคืน จุดหมายก็คือทุ่งนาแถบไกล้ๆบ้านนี้เอง แต่ตอนนี้พวกเขาทั้งสองกำลังยืนรอผู้เป็นแม่อยู่ ป้าดำแกกำลังยืนคุยกับชาวบ้านโคกนาโกหมู่ที่4 อยู่ มองดูแล้วเหมือนว่าชาวบ้านคนนั้นจะส่งกระดาษแผ่นเล็กให้แกโดยที่แกส่งเงินคืนเป็นการแลกเปลี่ยน
แม้วันนี้ ศิริกัญญานุช จะต้องเหนื่อยล้ากับการเดินลากผ้าตาข่ายที่เป็นอุปกรณ์ในการจับลูกอ๊อด แต่เธอก็ไม่เคยบ่น แม้จะเป็นเด็กตัวเล็กๆแต่ความทรหดอดทนดูจะเต็มเปี่ยมด้วยสายเลือดของนักต่อสู้ของลูกอีสาน รอยยิ้มที่ปนไปด้วยความเหนื่อยยังมีให้เห็นหลังจากที่เธอก้มมองลูกอ๊อดที่ช้อนมาได้มากมาย โดยมีเจ้านัทน้องชายเป็นคนถือครุน้ำไว้ใส่เดินตามหลังต้อยๆ ใช้เวลาแค่สองชั่วโมงก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับวันนี้ และเมื่อกลับมาถึงบ้านสิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือจัดการเอาสิ่งที่อยู่ข้างในออกจากตัวลูกอ๊อดออกให้หมดจด เพื่อความสะอาด สำหรับเตรียมความพร้อมที่จะทำเมนูแห่งความอร่อยได้หลายอย่างเลยทีเดียว ความเหนื่อยล้าของเธอวันนี้ดูจะมีมากเป็นพิเศษ แม้เพื่อนๆของเธอจะวิ่งตามไปเล่นที่ศาลากลางหมู่บ้าน ที่เธอเคยไปวิ่งเล่นอยู่เป็นประจำก็ต้องถูกเธอปฏิเสธไป
เมื่อความเหนื่อยล้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่นานนักความหลับไหลก็เข้ามาแทนที่เป็นกำไร ศิริกัญญานุชเผลอหลับไปจนเกือบเย็นก็พลันสะดุ้งตื่นด้วยการปลุกของผู้เป็นแม่ เมื่อเธอมองตาตื่นขึ้นมาก็รู้สึกงงกับสิ่งที่เธอเห็น เธอเห็นรอยยิ้มเปิดกว้างของผู้เป็นแม่ แถมแม่ของเธอยังใจดียื่นเงินให้ด้วย20บาท จนเธอต้องงวยงง
" บ่ต้องงงดอก ...เอ๋าแม่ไห่ไว้ซื้อหนม แม่ถืกเลข20บาท ถืกเลขสามโต10บาท ถืกเลขสองโตอีก10บาท เขาเอาเงินมาจ่ายไห่แม่หว่างหั่น " ป้าดำบอกพร้อมกับยิ้มกว้าง
" อีแม่ถืกเลขโตได๋ ได้เลขมาแต่ไส " เธอถามแม่งงๆแต่ก็ปนไปด้วยความดีใจ
" เลขมันออก 159 แม่ตีเอาจากอีนางฝันนั้นหล่ะ" ป้าดำบอกพร้อมกับยิ้มมองดูลูกสาวด้วยความเอ็นดู......
นิยาย กรรมลิขิต 3
ตอน ดวงชะตา
.กรรมหมายถึงการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา เมื่อจงใจแล้วก็ย่อมทำกรรมทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ เรียกว่า กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ตามลำดับ กรรมจึงเป็นคำกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว แต่คนทั่วไปมักเข้าใจว่า กรรมหมายถึงบาปหรือเคราะห์ เป็นการเข้าใจไปในทางร้ายแต่อย่างเดียว เช่น คนที่เกิดมาจนหรือพิการ ก็พูดว่าคนมีกรรม
....พุทธศาสนาสอนว่า ความเป็นอยู่หรือชะตาชีวิตของคนเรานั้น ไม่ขึ้นกับเวลาตกฟาก ไม่ขึ้นกับอำนาจดวงดาว ไม่ขึ้นกับอำนาจพรหมลิขิต แต่ขึ้นอยู่กับกรรม กรรมต่างหากเป็นผู้ลิขิตชะตาชีวิตหรืออนาคตของคนเรา ทุกคนต่างลิขิตโชคดีโชคร้าย ลิขิตความเจริญความเสื่อมให้แก่ชีวิตด้วยกรรมของตนเอง กล่าวคือ ถ้าอยากได้ดีมีความสุขความเจริญ ก็ต้องทำแต่กรรมดี ในทางตรงกันข้าม ถ้าทำกรรมชั่ว ชีวิตก็จะมีแต่ความทุกข์ความเดือดร้อน เป็นไปตามพระบาลีที่ว่า....
กลฺยาณการี กลฺยาณํ ทำดีได้ดี
ปาปการี จ ปาปกํ ทำชั่วได้ชั่ว
บทความดีๆจาก ธรรมจักรครับ
" ....ขวัญหาย....จดหมายจากแม่ส่งมา
เนื้อจดหมายเขียนว่าทุกข์ตรมเจียนบ้านาฝนแล้ง
พ่อก็ซ้ำมีอันต้องตายเพราะมีโจรปล้นควาย ใช้อุบายเสแสร้ง
ซ้ำยิงแทงพ่อยับดับสิ้นใจ บาปซ้ำ..."
เสียงร้องเพลงดังก้องออกมาจากห้องน้ำ แต่แล้วพลันเสียงร้องก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมีเสียงหนึ่งดังขึ้นแทรกเสียก่อน
" ไผ่เอ๊ย...ไกล้อาบแล้วยังน้ำนั่นหน่ะ เร็วๆแน แม่หาภาเข่าออกมาแล้วเด๊ะ..
คาต๊ะฮ้องเพลงอยู่ฮั่นหล่ะ " เสียงป้าไหมนั่นเอง
" ไกล้แล้วหล่ะแม่.. ผมสิออกไปเดี๋ยวนี้หล่ะ " //// บาปซ้ำกรรมมาน้องของสาวข้าเป็นไป โจรขืนใจเป็นบ้าใบ้....เสียคน " ตอบแม่ออกไปแล้วกลับไปคลอเพลงอีกทำให้ป้าไหมต้องหัวเราะกับลูกชายของแก
" เหอะๆ ไผ่เอ๊ย..จั่งแม่นมักมักฮ้องเพลงคักน้อ "
กับข้าวมื้อเย็นวันนี้ก็เป็นไปด้วยความเรียบง่ายแต่ผสมไปด้วยความอร่อยเช่นเดิม วิถีการดำรงชีวิตของพวกเขาแม้จะดูลำบากยากแค้นอยู่เนืองๆ แต่ก็เป็นการดำรงชีวิตที่มีความสุข การได้อยู่กับธรรมชาติและแผ่นดินที่สามีทิ้งไว้ให้ ได้ทำอาชีพที่ตัวเองถนัด นี่คือความสุขที่ป้าไหมเลือก สายใยและนัน(ลูกเขย)เองก็พร้อมที่จะเดินตามรอยเท้าผู้เป็นแม่ของเขาด้วยเช่นกัน
....แสงอรุณยามเช้าปลุกสรรพสิ่งให้ตื่นจากความหลับไหล จากความฝัน ยามเช้าคือเสรีภาพแห่งมวลชีวิตของมนุษย์ เหล่านกกาโผผินบินออกจากรังทำหน้าที่ของมัน นี่คือวัฏจักรของสิ่งมีชีวิตที่ดำเนินมา และจะเป็นอย่างนี้ต่อไปตราบนานเท่านาน วีถีครอบครัวชาวนาตั้งแต่บรรพบุรุษรากเหง้าที่ดำรงชีวิตเป็นไปด้วยความเรียบง่าย ทำให้เกิดภาพความงดงามในมโนคติของผู้ที่ได้พบเห็น และเมื่อได้เข้าไปสัมผัสคลุกคลีอย่างลึกซึ้งแล้วก็จะรู้ว่า นี่แหล่ะความสุขของชีวิตที่แท้จริง การใช้ชีวิตความเป็นอยู่แบบเรียบง่ายและพอเพียง จะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขทั้งร่างกายและจิตใจ และสิ่งที่เราต้องปรับใจเปิดกว้างให้ได้เพื่อให้ใจเกิดสุขนั่นก็คือความเพียงพอ ชีวิตของคนเราเริ่มต้นใหม่ได้ในทุกๆวันดั่งเช่นแสงอรุณ ค่ำคืนที่เลวร้ายผ่านเข้ามาและก็ต้องผ่านพ้นไป ยังมีเช้าวันที่สดใสรอเราอยู่ข้างหน้า ล้มวันนี้เพื่อลุกตื่นในวันข้างหน้า อุปสรรคคือสิ่งที่ต้องทะลวงฟันฝ่า เป็นบททดสอบของจิตใจ ฝึกให้เป็นคนที่สู้ชีวิตที่มีคุณค่า ก้าวย่างต่อไปข้างหน้าด้วยความทรนง ช่วงชีวิตของคนเราอาจจะมีทั้งช่วงที่มืดมนและสดใส ค่ำคืนของชีวิตอาจไม่ใช่ความมืดและถึงอย่างไรแม้ในความมืดก็ใช่ว่าเราจะมองไม่เห็นอะไรเลย เมื่อชีวิตเราต้องเผชิญกับความมืด ไม่ว่าจะสั้นหรือยาวเพียงไรจงอย่าหวั่นหรือสิ้นหวังกับการมองเห็นทางออก เพราะเมื่อเราปรับสายตาให้คุ้นชินเราก็อาจจะมองเห็นได้แม้ภาพอาจจะไม่ชัดก็ตามที.....
" วัดอุดมคีรีเขต " คือสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านหนองนางาม วัดแห่งนี้มีพระภิกษุ-สามเณรอยู่ทั้งหมด9รูป ภายใต้การปกครองของพระครูอุดมรัตนคุณ หรือที่ชาวบ้านเรียกสั้นๆจนติดปากว่า หลวงพ่อพระครูเพชร ซึ่งท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้ ซ้ำยังควบตำแหน่งเจ้าคณะตำบลบ้านหนองนางามอีกด้วย เสียงสนทนาดังออกมาจากศาลาการเปรียญหลังใหญ่หลังจากที่พระภิกษุ-สามเณรฉันภัตตาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้หลวงพ่อพระครูอุดมรัตนคุณ กำลังนั่งซักไซ้ไล่เลียงกับคนกลุ่มหนึ่ง
" เอ้อ...แล้วพวกมึงสามคนซือจั่งได๋กันแนหล่ะ " เสียงหลวงพ่อพระครูฯผู้มีอภิญญาเป็นเลิศในแทบทุกด้าน เอ่ยปากถามพร้อมกับจ้องมองไปยังเด็กทั้งสามคนที่กำลังนั่งก้มหน้าสงบเสงี่ยมอยู่ยังเบื้องหน้าของท่าน
" ผมซือขวัญครับ... ผู้นี้ซือไผ่ ส่วนถัดไปซือว่าจักรครับ พวกผมเป็นหมู่กันครับหลวงพ่อ " เด็กชายตัวน้อยที่ชื่อขวัญเอ่ยปากบอกพร้อมกับพนมมือไหว้ แสดงให้เห็นว่าผ่านการอบรมบ่มนิสัยมาพอสมควร
" เออ...ดีๆ ซูมื้อนี้มันแฮ่งต๊ะหาเณรน้อยยากอยู่ บวชเข่ามากะดีแล้วหล่ะ สิได้เล่าเฮียนเขียนอ่านไปนำ วัดหลวงพ่อนี่กะเปิดสอนนักธรรมอยู่คือกัน คันตั้งใจเฮียนหลวงพ่อกะสิส่งให่ได้เฮียนจนได้ดิบได้ดีเป็นมหาพุ้นหล่ะ " ท่านเอ่ยและยิ้มอย่างมีเมตตา
" จั่งซั่นกะถือว่าเป็นวาสนาของลูกๆมันหล่ะขอรับหลวงพ่อพระครูฯ กระผมกะหวังว่าพอสิให่พวกมันฮู้จักควมแน เป็นคนดีต่อไปในข้างหน่าแค่นี้กะดีใจแล้วหล่ะขอรับ " ทิดจวนพ่อของเจ้าขวัญที่นั่งอยู่ข้างหลังของลูกชายพูดพร้อมกับยิ้มปีติเมื่อได้ยินทางหลวงพ่อพระครูฯท่านบอก
" ฉันกะบ่มีปัญญาสิส่งลูกมันเฮียนคือคนอื่นเขาดอกจ้าหลวงพ่อใหญ่ พอดีลูกมันมาขอฉันว่าอยากสิบวชเฮียนเอา กะเลยพากันเห็นดีนำ " เสียงป้าไหม แม่ของเจ้าไผ่พูดสนับสนุนทิดจวนอีกที
" เออ ..เออ..ดีแล้วหล่ะแต่ว่ามันเกิดปีได๋หล่ะสามคนหนิ " หลวงพ่อพระครูฯเอ่ยถาม
" มันเกิดปีมะเมียขอรับ" เสียงทิดจวนเอ่ยปากบอกพร้อมกับพนมมือ
" อืม....ปีมะเมียกะเป็นปีม้าเนาะ คือสิพากันคล่องแคล่วว่องไวดี อ่านออกเขียนได้อยู่ดอกตี๊ บักได๋เก่งๆวาสนาดีเดี๋ยวหลวงพ่อสิส่งเข่าไปเรียนบาลีอยู่ทางอำเภอพล หลวงพ่อมีหมู่อยู่หั่น ขออย่างเดี๋ยวไห่พากันตั้งใจหมั่นเพียรเอา เอ๊า....ลองเบิ่งหมอนี้ก่อน เกิดมื้อหยั๋งเดือนหยั๋งมึงหน่ะ " หลวงพ่อพระครูฯ ชี้มือไปที่เจ้าขวัญ
" ผมเกิดวันอาทิตย์ เดือนสิงหาคมครับ " ขวัญพนมมือบอกอย่างนอบน้อม พระครูผู้มีอภิญญารอบด้านใช้หลักคำนวนนับมืออย่างผู้รู้ไม่ถึงนาทีก็ยิ้มออกมาพลางนึกในใจว่าเด็กน้อยคนนี้เป็นผู้ที่มีวาสนาสูงยิ่งนัก น้อยคนที่เคยได้ตรวจดูดวงชะตาให้จะมีวาสนาสูงดั่งเช่นเด็กน้อยคนนี้
" หมอนี้มันวาสนาดีเว๊ย... วาสนามึงสูงอีกต่างหาก อุปถัมภ์กะดีคือกัน ..ตกวันอาทิตย์ม้าคนเลี้ยงไว้ใช้ มีเดชมีอำนาจดี เดือนเก้าตกพระยานั่งแคร่ สิได้ดิบได้ดีไปหน้า เป็นคนใจบุญ คันแม่นบวชกะสิได้เป็นฮอดเจ้าสมภารเจ้าอาวาสพุ้นหล่ะมึง สติปัญญาไหวพริบกะดี คืออยู่ว่ะ มึงหน่ะเป็นตาได้ดิบได้ดีรวยไปหน่าอยู่เด้อ " ท่านพระครูฯกล่าวยิ้มๆพร้อมกับจ้องมองเจ้าขวัญด้วยแววตาอ่อนโยน
" คันเป็นแบบนั้นอีหลีกะถือว่าเป็นบุญกระผมหล่ะขอรับ เฒ่ามากะพอสิได้เพิ่งมันแน
แฮ่งมีลูกซายอยู่ผู้เดียวอยู่ขอรับ " ทิดจวนกล่าวสุขใจอยู่ลึกๆเอื้อมเอามือไปลูบหัวลูกชายด้วยความเอ็นดู
" เอ๊า... แล้วหมอนี้เด...มึงเกิดมื้อหยั๋งเดือนหยั๋ง " หลวงพ่อพระครูฯชี้มือไปที่เจ้าไผ่ซึ่งนั่งถัดจากขวัญไป
" ผมเกิดวันเสาร์ต้นเดือนกุมภาพันธ์ครับ " ไผ่บอกพร้อมกับพนมมือ ซึ่งหลวงพ่อพระครูฯก็ใช้เวลาคำนวนตามหลักสูตรโหราศาสตร์ที่ท่านร่ำเรียนมาไม่นานเช่นกัน
" หมอนี่ตกมื้อบ่ดีปานได๋ ต่อไปหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเจ้าของลำบากแน แต่มึงตกเดือนดีเด้อ มึงตกเดือนยี่ม้าอัศวราชธาตุไฟในแก้ว สติปัญญากะถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี วาสนามึงกะอยู่ปานกลางแต่ว่าสู่บักนี้บ่ได้ " ท่านชี้มือไปที่เจ้าขวัญพลางกล่าวกับเจ้าไผ่ต่อไปว่า
" แต่ว่ามึงตกอุปถัมภ์ดี ไปไสมาไสสิมีคนอุปถัมภ์คำซูดี เว้าง่ายๆกะคือว่ามึงมีอุปภัมภ์ดีกว่าวาสนาว่ะ เป็นคนมีศิลปะอยู่แนจั๊กหน่อย แต่ต้องคอยระวังเจ้าของเด้อมึง คบหมู่คบพวกกะเบิ่งดีๆ คันมึงบ่เฮ็ดไห่เจ้าของเดือดฮ้อนกะสิมีหมู่มาเฮ็ดไห่มึงเดือนฮ้อนแทน จำคำกูไว้ไห่ดี " ท่านกล่าวพร้อมมองตาเป็นประกายไปที่เจ้าไผ่
" ครับผม " เสียงเจ้าไผ่ตอบพร้อมพนมมือไหว้ สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก ป้าไหมเองก็ดูสีหน้าจะไม่ต่างกับเจ้าไผ่เช่นเดียวกัน
" เอ๊า.... ต่อไปบักนี้ " หลวงพ่อพระครูฯชี้มือไปที่เจ้าจักรซึ่งนั่งก้มหน้าเงียบอยู่
" ผมเกิดวันพุธปลายเดือนพฤจิกายนครับ " จักรพนมมือไหว้บอกท่าน ท่านพระครูฯนิ่งไปครู่นึงก่อนจะเอ่ยออกมาว่า
" มึงตกมื้อบ่ดีปานได๋ วันพุธตกม้าสาธารณะ หากินลำบากฝืดเคืองแน สติปัญญาดีอยู่ แต่วาสนามึงสู่บักสองคนนี่บ่ได้ อุปถัมภ์กะบ่ค่อยมีปานได๋ ตกเดือน12กะบ่ทรงดีปานได๋ มึงเป็นคนมีศรัตรูแนจักหน่อย เออ...หมอนี้ทรงใจหลายอยู่เนาะ ทุกสิ่งทุกอย่างขึ่นอยู่กับใจมึงเด้อ สิดีฮึ๊บ่ดีกะขึ่นอยู่นำใจมึง มึงต้องเลือกไห่มันดี อย่าเป็นคนมือเร็วใจเร็วเดี๋ยวมันสิติดคุกติดตะรางเอาได้ง่ายๆ แต่ว่าคันบวชเข่ามากะดีแล้วหล่ะ หลวงพ่อกะสิได้บอกได้สอนแนอยู่ดอก " ท่านเอ่ยอย่างมีเมตตาธรรม
" ฟังแล้วเป็นตาหนักใจนำมันแท้น้อขอรับพระครูฯ วาสนาฮึ๊อุปถัมถ์อั่นได๋กะบ่มีนำหมู่เขา " ทิดเลิศกล่าวด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
" บ่พอสิแก้ได้ติจ้าหลวงพ่อ " ป้าอ้อยแม่เจ้าจักรที่นั่งอยู่ข้างๆผู้เป็นสามีกล่าวออกมาด้วยความไม่สบายใจอีกคน
" ชะตาชีวิตคนเฮาเนาะมันบ่คือกัน แม่นสิเกิดปีเดียวกันกะตามซ่างแต่มื้อเดือนมันบ่คือกันมันกะเลยต่างกันแน แข่งบุญแข่งวาสนามันกะทรงยากอยู่แหล่ว คนเฮาสิมีบุญวาสนามาก่อนกะคือสะสมส่างบุญส่างกุศลมาหลาย ส่างกรรมดีกะส่งผลมาดี แต่กะอย่าไปคิดหลายเมื่อเฮาเกิดมาแล้วเฮากะตั้งใจเฮ็ดคุณงามความดีหลายๆมันกะดีขึ่นมาเองดอก ขออย่างเดียวอย่าไปเฮ็ดนวบ่ดีเพิ่มเดี๋ยวมันสิหนักหน่าตื่มลงไปอีก " หลวงพ่อพระครูกล่าวเยือกเย็น
" ขอรับ ผมกะว่าอยู่ดอก พากันอยู่บ้านกะหายิงแต่นก กัดแต่ปลาเอาโล้ด
ได้บวชเข่ามากะสิดีขึ่นอยู่ดอกตี๊ขอรับ แต่ว่ามื้อได๋ดีหล่ะขอรับพระครู " ทิดเลิศกล่าว
" เอาเป็นว่ามื้อฮือ (วันมะรืน) ช่วงประมาณนี้กะได้เด้อพอดีว่างอยู่ มันบวชบ่ยากดอกบวชเณรน้อย บ่ยากคือบวชพระดอก เอาตามนั้นเนาะ " หลวงพ่อพระครูเอ่ย
" ขอรับ จั่งซั่นพวกผมกะสิขอโตลาก่อนขอรับ เดี๋ยวมื้อนั้นกะสิได้พาหมู่ลูกมันมาขอรับ " ทิดจวนกล่าวพร้อมกับก้มกราบลาท่าน
" ได้ๆ เอาตามนั้นเนาะ ดีแล้วดีแล้ว วัดเฮาสิได้มีเณรน้อยเพิ่มขึ่นมาอีกแน ลูกซายมาบวชแล้วกะสิดึงพ่อดึงแม่เข่ามาวัดมาส่างบุญส่างกุศลนำ " ท่านกล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างมีเมตตา...
นิยาย กรรมลิขิต 2
..เสียงข่าวยามเช้าจากบ้านกำนันชม กำนันตำบลหนองนางาม ดังแว่วมาแต่เช้า เสมือนเป็นนาฬิกาปลุกชั้นดีให้กับชาวบ้านตื่นตระเตรียมพร้อมกับหน้าที่การงาน แสงอรุณเช้าวันใหม่ดูสดใสเป็นพิเศษ ท้องทุ่งนาเต็มไปด้วยหญ้าที่เขียวขจีหลังจากที่ฝนตกติดต่อกันเป็นระยะ วิถีชิวิตของชาวนากำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว หัวหน้าครอบครัวเริ่มทำการสำรวจอุปกรณ์ของพวกเขาไม่ว่าจะเป็นไถ คราดเพื่อเตรียมความพร้อมอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ใช้มาเป็นปีดูจะมีให้เห็นอยู่หลายครอบครัว แม่บ้านก็เตรียมก่อไฟนึ่งข้าว ส่วนเยาวชนตัวเล็กตัวใหญ่ก็เตรียมความพร้อมของตัวเองเช่นกัน ต้องตื่นแต่เช้าเตรียมตัวไปโรงเรียนซึ่งเป็นหน้าที่หลักของพวกเขา โรงเรียนบ้านหนองนางามเปิดสอนนักเรียนระดับชั้น ป.1-6 ตอนนี้มีครูประจำอยู่10คน และมีนักเรียนอยู่ในสังกัด170คน ซึ่งไผ่ ขวัญ จักรเองก็พึ่งจบออกมาจากโรงเรียนแห่งนี้ ส่วนผู้ปกครองคนไหนที่มีฐานะดีหน่อยก็จะส่งบุตรหลานของตัวเองเข้าไปศึกษาต่อที่โรงเรียนมัธยมในอำเภอมัญจาคีรี ซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบ20กิโล ซึ่งต้องอาศัยบริการรถสองแถวใหญ่ที่คอยวิ่งรับส่งอยู่เป็นประจำ หรือใครที่มีฐานะดีหน่อยก็ซื้อมอเตอร์ไซค์ให้บุตรหลานตัวเองขี่ไปเองเสียเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ไผ่เองก็ต้องพลาดโอกาสกับการที่จะได้ศึกษาต่อเนื่องจากป้าไหมเองก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร เป็นคนหาเช้ากินค่ำไปวันๆ ลำพังค่าอุปกรณ์การศึกษาเล่าเรียนก็หนักเต็มทนไหนเลยจะต้องมาแบกภาระกับค่ารถ ค่ากินในแต่ละวันคงไม่ไหวแน่ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าไผ่จึงต้องยอมรับชะตากรรมของตัวเอง ขวัญและจักรก็เช่นกัน แม้เจ้าไผ่จะเสียดายอยู่บ้างกับการที่พลาดหวังในการศึกษาต่อ แต่เขาก็ไม่ได้คิดน้อยใจป้าไหมเลยเนื่องจากเข้าใจดีว่าแค่นี้แม่เขาก็เหนื่อยเต็มทนแล้ว
" นก " หรือขวัญชนก เพื่อนนักเรียนหญิงตอนชั้นประถมที่ไผ่ดูจะสนิทสนมเป็นพิเศษ เธอและเพื่อนคนอื่นๆมีโอกาสดีกว่าไผ่หลายเท่านักเมื่อพ่อกับแม่ของเธอให้ได้โอกาสกับเธอได้ศึกษาต่อในตัวอำเภอ มีหลายครั้งที่ไผ่เฝ้ามองเธอในยามเช้าและคิดอยากที่จะติดตามไปเรียนด้วยในตัวอำเภอ แต่มันก็เป็นได้แค่ความคิดความฝันเท่านั้นสำหรับเขา แม้แต่เช้านี้ก็เช่นกันที่ไผ่ยืนมองเพื่อนหญิงของเขา
" เพินนก.. เป็นได๋ไปเรียนในโตอำเภอมีหมู่หลายบ่ ครูเพินสอนดีคือจั่งโรงเรียนเฮาบ่ " ไผ่หมายถึงโรงเรียนบ้านหนองนางามที่เขากับนกพึ่งจะจบออกมา สายตาจ้องมองดูขวัญชนกที่กำลังเดินไปเพื่อจะขึ้นรถสองแถวขนาดใหญ่ที่จอดรออยู่ ตอนนี้นักเรียนดูจะมากทีเดียวเนื่องจากบ้านหนองนางามเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่
" ครูเพินสอนดีอยู่เพินไผ่ ที่สำคัญหมู่กะหลายนำ ตอนนี้นกมีหมู่ตั้งหลายคนแล้ว " ขวัญชนกหันกลับมาบอกพร้อมกับยิ้มให้เขา
" ดีแล้วหล่ะเพินนก ตั้งใจเรียนเด้อเฮากะอยากไปเรียนอยู่แต่กะบ่มีโอกาสดอก " บอกพร้อมยิ้มเจื่อนๆ อีกไม่นานเมื่อขวัญชนกได้เจอเพื่อนใหม่มิตรภาพใหม่ สุดท้ายก็คงจะลืมเขาเพื่อนที่เคยเรียนชั้นประถมด้วยกันเป็นแน่แท้ ไผ่ถอยตัวออกมายังจุดนั้นด้วยหัวใจที่หดหู่ และเดินไปยังจุดที่เขาคิดว่ายังมีมิตรภาพความเป็นเพื่อนให้เขาอยู่เต็มเปี่ยมนั่นก็คือบ้านของขวัญนั่นเอง ....ทิดจวนพ่อของขวัญนั้นเป็นคนในหมู่บ้านแห่งนี้ส่วนป้าพรแม่ของขวัญเป็นคนบ้านโคกหินแตกที่อยู่ห่างกันออกไปไม่ไกลนัก บ้านโคกหินแตกอยู่ภายใต้การปกครองของตำบลหนองนางามเช่นกัน
" เพินขวัญ.. มื้อนี้กินเข่าแล้วเฮาออกไปหายิงนกบ่เพินเดี๋ยวค่อยออกไปหาเพินจักรพุ้นเลย " ไผ่ถามเพื่อนรัก ซึ่งเจ้าขวัญตอนนี้ดูจะให้ความสนใจกับดอกดาวเรืองที่ตัวเองปลูกไว้อยู่หน้าบ้าน ตอนนี้ออกดอกสีเหลืองคละเคล้าสีส้มดูสวยงามเป็นยิ่งนัก
" ไปกะไปติเพิน อยู่บ้านซือๆกะเซ็ง ออกไปเหล่นนำตีนภูแนกะดี " เอ่ยบอกแต่สายตายังให้ความสนใจกับเจ้าดอกไม้
" จั่งซั่นเฮากลับไปกินเข่าก่อนเด้อ จักหน่อยสิออกมาหา /// นี่แหม่นเฮามีหมู่เป็นผู้หญิงฮือผู้ซายหว่า ฮ่าๆๆ " บอกเพื่อนรักพร้อมกับเดินหัวเราะกลับไปยังบ้านของเขา
หลังจากที่ไผ่จัดการกับภาระกิจท้องของตัวเองเรียบร้อยแล้ว จึงได้ขออนุญาตป้าไหมผู้เป็นแม่ซึ่งป้าไหมเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ เมื่อจัดเตรียมอาวุธคู่กายแล้วก็เดินออกไปหาเพื่อนรัก ขวัญเหมือนจะเตรียมพร้อมรอเจ้าไผ่อยู่ก่อนแล้วทั้งสองมุ่งหน้าไปยังทิศเหนือของหมู่บ้าน ซึ่งจุดประสงค์ของพวกเขาก็คือบ้านของลุงเลิศ พ่อของเจ้าจักรนั่นเอง ลุงเลิศแกเป็นคนในหมู่บ้านแห่งนี้ ส่วนป้าอ้อยผู้เป็นแม่ เป็นคนทางอำเภอผาขาว จังหวัดเลยที่ย้ายตัวเองลงมาอยู่กับสามีเฉกเช่นเดียวกันกับป้าไหม
สามสหายมุ่งหน้าสู่ภูเม็งซึ่งมองเห็นอยู่ไม่ไกลนัก เดินผ่านหน้าวัดอุดมคีรีเขต ดูข้างในแล้วช่างร่มรื่นเป็นยิ่งนัก เหมาะสำหรับที่จะปฏิบัติธรรมขัดเกลากิเลศภายในใจ แต่ตอนนี้พวกเขาทั้งสามกำลังจะสวมบทนักล่า เลยจำต้องตัดความคิดนี้ออกไปเสียก่อน เยื้องกันไปเป็นโรงเรียนที่พวกเขาพึ่งจบออกมา มองเห็นน้องๆอยู่เป็นกลุ่มที่กำลังช่วยกันทำความสะอาดสถานที่ให้ดูสะอาดสะอ้าน สถานที่นี้ช่วยสอนอะไรให้หลายๆอย่าง คุณครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สองที่ช่วยประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้อ่านออกเขียนได้และสอนให้เป็นคนดี มิตรภาพความทรงจำที่ดี คิดย้อนกลับไปเห็นครั้งใดก็พลันเรียกรอยยิ้มออกมาได้ทุกๆครั้ง ทุ่งหญ้าเขียวขจี น้ำจากฝนที่ตกติดต่อกันเป็นระยะ ยังความชุ่มชื้นให้กับผืนดินเป็นอย่างมาก น้ำท่วมขังอยู่หลายๆที่ หมู่มวลวิหกโผบิน ร้องก้องพงไพร " ภูเม็ง " ภูเขาที่มีลักษณะคล้ายรูปเตียงตั้งตระหง่านยาวเหยียดอยู่ ณ เบื้องหน้า พวกเขาทั้งสามใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงยังตีนภูเม็ง รอยยิ้มของเจ้าไผ่ผุดขึ้นมาพร้อมกับส่งสัญญาณให้เพื่อนดูกับนกตัวหนึ่งที่จับอยู่บนยอดไม้ อากาศที่แสนจะสดชื่นและต้นไม้ที่มีอยู่แบบสมบูรณ์ของภูเขาลูกนี้เป็นที่ดึงดูดใจให้นกนาๆชนิดรวมถึงสัตว์ต่างๆได้เข้ามาใช้เป็นที่อาศัยหากิน และใช้เป็นที่พักพิงอยู่เป็นจำนวนมาก นกน้อยตัวนี้ยังจับกิ่งไม้ยืนสงบนิ่ง โดยหารู้ไม่ว่ามัจจุราชกำลังเคลือบคลานเข้ามาถึงตัว ไผ่กระชับหนังสติ๊กซึ่งใช้เป็นอาวุธคู่กายพร้อมล้วงเข้าไปในกระเป๋าย่ามเพื่อเอากระสุนซึ่งใช้ลูกหิน เตรียมพร้อมยกเล็ง หลับตาข้างขวาลงให้เหลือข้างซ้ายมองเพียงข้างเดียว เพื่อจุดโฟกัสจะได้แม่นยิ่งขึ้น โดยมีจักรและขวัญยืนลุ้นว่า " เป้าหมายสังหาร " จะร่วงหรือจะบิน
" ปิ๊วววว "
เสียงลูกหินแหวกอากาศธาตุไปด้วยความเร็ว
คนที่เชื่อมั่นในหลัก " กรรมลิขิต" ว่า " ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว " ย่อมทำแต่ความดีหลีกหนีความชั่ว รู้จักพึ่งตนเอง ขยันทำกิจการไม่เกียจคร้าน ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่สร้างวิมานในอากาศ ประสงค์สิ่งใดก็ลงมือทำ เพื่อให้เป็นจริงตามปรารถนา เมื่อมีอุปสรรคเกิดขึ้นก็ไม่ย่อท้อ พยายามหาทางแก้ไขและต่อสู้จนประสบความสำเร็จ คนประเภทนี้แม้จะเกิดมายากจนเพราะอำนาจของกรรมชั่วที่ทำไว้ในอดีต ก็มักจะก่อร่างสร้างตัวจนฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น ด้วยอำนาจกรรมดีที่ทำในปัจจุบัน ไม่มัวแต่เพ้อฝันอยากได้ดีลอยๆ โดยไม่ลงมือทำ ถ้าความอยากได้ดีลอยๆ โดยไม่ต้องทำอะไร จะเป็นเหตุให้สำเร็จความปรารถนาแล้ว ใครเล่าในโลกนี้จะยากจน หรือพลาดจากสิ่งที่หวัง.
บทความจากธรรมจักร
" ปิ๊ววว..." เสียงลูกหินแหวกอากาศธาตุไปด้วยความเร็ว ในขณะที่เจ้าวิหคน้อยตัวนั้นกำลังเพลินเพลินกับสรรพสิ่งรอบข้างอันแสนสดชื่น โดยหารู้ไม่ว่ามัจจุราชตอนนี้กำลังพุ่งตรงเข้ามาหาแบบที่มันไม่เคยคาดคิดมาก่อน
" ....ปึ๊กกก.... " เสียงดังหนักแน่น เมื่อก้อนหินวิถีกระสุนของไผ่เข้าปะทะที่กลางลำตัวนกน้อยเต็มๆ ขนปลิวว่อนทันทีพร้อมกับผงะหงายลอยไปตามความแรงของวิถีกระสุน ขาดใจตายตั้งแต่อยู่ในนภากาศก่อนที่จะตกลงถึงพื้นดินด้วยซ้ำ
" เย๊ ..เย๊.. แฮกหมานแล้วหมู่เฮา ฝีมือเพินไผ่หนิยังใซ้ได้อยู่เว๊ยย... " เจ้าจักรเอ่ยยิ้มๆเมื่อเป้าหมายสังหารครั้งแรกเป็นไปตามความคิดของเขา ขวัญเดินเข้าไปเก็บนกน้อยที่ตอนนี้นอนกองอยู่พื้นดินมันไร้ซึ่งลมหายใจเสียแล้ว ความเจ็บปวดคงไม่ต้องเอ่ยถึงว่าโดนเข้าไปหนักเพียงไร การล่าของพวกเขาทั้งสามถูกดำเนินไปเรื่อยๆจนถึงเที่ยงวัน โดยไผ่กับจักรจะสลับผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่หน่วยซุ่มยิง โดยที่ขวัญจะคอยเป็นหน่วยเคลียร์พื้นที่เก็บเหยื่อที่ถูกวิถีกระสุนเสียมากกว่า " ภูเม็ง " ภูเขาที่กินพื้นที่ยาวไปหลายอำเภอยังถือว่ามีความอุดมสมบูรณ์เกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์ทีเดียว อำเภอมัญจาคีรีนั้นก็คงจะตั้งชื่อตามภูเขาลูกนี้ก็เป็นได้ " เม็ง " เป็นภาษาพื้นเมืองแปลความหมายได้ก็คือ เตียงนั่นเอง และได้เปลี่ยนคำว่าเม็งมาใช้เป็นภาษาบาลีว่า มัญจา ซึ่งบนภูเขาเม็งนั้นมีก้อนหินใหญ่รูปร่างลักษณะคล้ายเตียงนอนปรากฏอยู่จนถึงทุกวันนี้ และเติมคีรีซึ่งแปลว่าภูเขาเข้าไป มัญจาคีรีก็น่าจะแปลรวมได้ว่า เมืองที่มีภูเขารูปเตียงนั่นเอง
สามสหายเพลิดเพลินอยู่กับการยิงนกไปจนถึงเกือบบ่ายโมงก็มีอันต้องยุติลง เมื่อท้องเริ่มจะหิวและเริ่มจะสร้างปัญหาให้กับพวกเขาเสียแล้ว เย็นนี้คงได้อิ่มอร่อยกับเมนูของโปรดเป็นแน่แท้เลย วันนี้ดูเหมือนว่าไผ่และจักรจะเป็นผู้ที่ทำอกุศลกรรมขึ้นเสียด้วยสิ เพราะในกระเป๋าย่ามที่ขวัญสะพายอยู่นั้นมีนกนอนแอ้งแม้งอยู่เกือบ20ตัวเป็นฝีมือของเขาสองคนทั้งนั้นเลย การเดินทางออกมาจากภูเม็งด้วยการเดินเท้าฝ่าต้นไม้ใบไม้หรือต้นหญ้าเหมือนจะราบรื่นดี แต่เหมือนว่าวันนี้การสะสมกรรมของพวกเขาจะยังไม่หยุดอยู่แค่นี้เสียแล้ว เมื่อเท้าของเจ้าขวัญพลันสะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่งจนได้
" ตึ๊กกก... โอ๊ย..." ร้องเสียงหลง หน้าคะมำล้มลงไม่เป็นท่าจนไผ่และจักรที่เดินตามหลังมาต้องงวยงง
" หึ๊ยย... แม่นหยั๋งเพินขวัญ....เป็นหยั๋งเพิน " เสียงไผ่กับจักรถามขึ้นพร้อมกันและไผ่เองก็วิ่งเข้าไปเพื่อจะดึงแขนเพื่อนรักขึ้น แต่เท้าของไผ่ก็ไปสะดุดกับของแข็งที่ถูกใบไม้ปกคลุมอยู่เช่นกันถึงกับหน้าคะมำไปอีกคน แต่ยังไม่ถึงกับล้มยังประคองตัวได้อยู่ และเขาคิดว่าสิ่งที่ทำให้ขวัญล้มหน้าคะมำนั้นคงจะเป็นสิ่งที่เขาเจออยู่แน่ๆ
" เพินจักรระวัง เฮาเตะอีหยั๋งบุ๊หนิอยู่ใต้ใบไม้ เป็นสีแข็งไอยู่แหม่ะ " ไผ่บอกเพื่อนรักที่กำลังจะตามเข้ามาให้ระวังก่อนและเขาก็ดึงแขนขวัญให้ลุกขึ้นมาได้
" เดี๋ยวเฮาหาไม้เขี่ยออกเบิ่งก่อน ใบไม้มันหนาเติบอยู่ " จักรเจอกิ่งไม้แห้งที่วางอยู่ไม่ไกลนักเขาค่อยๆเขี่ยใบไม้แห้งออกเพื่อดูว่ามีสิ่งใดซ่อนตัวอยู่ข้างล่างโดยไผ่และขวัญยืนลุ้นระทึกอยู่ไกล้ๆ หลังจากเปิดใบไม้แห้งออกพวกเขาทั้งสามก็เผยอยิ้มออกมาเมื่อมองเห็นเต่าตัวขนาดเขื่องนอนสงบนิ่งอยู่ตรงจุดนั้น กระดองของมันมีสีเหลืองแก่ปนสีน้ำตาล
" เต่าเพ็กเพิน เอากลับไปผัดเผ็ดดีบ่ " เสียงของจักรดังขึ้นถามความเห็นเพื่อนรักทันที
" แล้วแต่โตเพินจักร เฮาบ่อยากเฮ็ดปานได๋ดอกเต่าหนิ เฮาได้ยินแม่เพินว่าเต่าเป็นสัตว์เก่าแก่แหม่ะบ่เป็นตาเอาไปเฮ็ดกินดอก " ไผ่บอก
" เฮาเห็นแต่เพินพากันเอาไปปล่อยไว้พุ้นแหม่ะทางบ้านกอก ตำบลสวนหม่อน ตอนนี้ได้ข่าวว่าหลายขนาดเลย " ขวัญเสริมคำพูดของไผ่
" บ่เป็นหยั๋งดอกเพิน จั่งได๋กะเอากลับไปบ้านนำก่อนเฮ็ดจั่งได๋ค่อยว่ากันเนาะ เดี๋ยวเฮาถือเองดอก " จักรเอ่ยยิ้มๆ วันนี้รู้สึกว่าจะได้สิ่งเหนือความคาดหมายเข้ามาอีกอย่าง ทั้งสามคนจึงมุ่งหน้าเดินทางกลับเข้ายังหมู่บ้านโดยที่จักรเป็นคนอุ้มเอาเจ้าเต่าเพ็กติดมือมาด้วย " เต่าเพ็ก " เป็นเต่าที่มีกระดองสูง ลักษณะคล้ายหมวกเหล็กทหาร ถ้าโตเต็มที่จะมีกระดองสีเหลืองปนดำยาวประมาณ 30เซ็นติเมตรและหนักถึง7กิโลกรัมทีเดียว ขาหลังแข็งแรง สั้นป้อม ตู้ มีเกล็ดขนาดใหญ่ที่ผิวหนังขาหลังมีลักษณะแบบขาช้าง นิ้วไม่มีพังผืดและมีเล็บที่แข็งแรง มีให้พบเห็นตามทั่วไปในแถบอีสาน โดยเฉพาะอำเภอมัญจาคีรีแห่งนี้ดูจะมีเยอะเป็นพิเศษทีเดียว เดินผ่านจนมาถึงหน้าวัด " อุดมคีรีเขต " อีกครั้งพลันหูแว่วได้ยินเสียงดังมาจากเขตพุทธาวาสข้างใน
" อเสวนา จะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะเสวนา ปูชาจะปูชะนียานัง
เอตัมมังคะละมุตตะมัง ปฏิรูปเทสะวาโส จะบุปเพจะกะตะปุญญตา "
เสียงใสแว่วนี้ทำให้พวกเขาทั้งสามต้องส่องสายตาหาต้นตอและก็พบกับเจ้าของเสียงซึ่งเป็นสามเณรรูปหนึ่งนั่งสงบเสงี่ยมมีหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ในมือโดยมีสามเณรอีกรูปนั่งอยู่ข้างๆ มองดูแล้วยังรอยยิ้มให้กับพวกเขาทั้งสามเหมือนมีมนต์สะกดนิ่งของกุศลกรรมอันดีชักนำให้พวกเขาต้องยืนสงบมองดูด้วยสายตาเป็นประกายแฝงไปด้วยความศรัทธา
" ป๊ะเพิน... ฟ้าวกลับเข่าบ้านเถาะ เฮาหิวเข่าแล้วแหม่ะ " เสียงของจักรดึงความสงบภายในใจของขวัญกับไผ่หลุดออกมาจากภวังค์ จำต้องเดินตามจักรออกมาจากจุดนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อกลับเข้ามาถึงบ้าน สหายรักต่างคนต่างก็จัดการกับปากท้องของตนเองเป็นที่เรียบร้อยโดยมีจุดนัดหมายกันที่บ้านของขวัญเพื่อจัดการกับนกที่ยิงมาได้ พวกเขาใช้เวลาจัดการไม่นานนักก็สามารถถอนขนบรรดานกที่หามาได้เสร็จเรียบร้อยแต่ว่าก็จำเป็นต้องใช้ไฟลนตามตัวของนกเพื่อให้ขนเล็กนั้นดูเกลี้ยงเกลาอีกหน่อย ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องก่อกองไฟขึ้นโดยงานนี้เจ้าไผ่รับผิดชอบไป โดยมีทิดจวนพ่อของเจ้าขวัญคอยนั่งสังเกตุดูพวกเขาอยู่ห่างๆ
" พวกมึงพากันยิงมากะด้อกะเดี้ยเนาะ แต่ละมื้อบ่พากันเฮ็ดอีหยั๋งหายิงแต่นก กูว่านกแถวนี้สิดับแนวย้อนหมู่สูนี้หล่ะ หึหึ " ทิดจวนเอ่ยพร้อมกับหัวเราะอยู่ในลำคอโดยที่นั่งซ่อมแซมข้องไปด้วย สายตาเหลือบมองดูพวกเขาทั้งสามนั่งจัดการกับนกแบบผู้ชำนาญงาน
" ออกโรงเรียนกะบ่มีหยั๋งเฮ็ดน้ออี๊พ่อ กะถ่าเฮ็ดแต่นาซอยเจ้า อยากเรียนกะบ่ได้เรียนแนวเจ้าบ่ไห่ผมเรียน จั่งซั่นกะไห่ผมบวชเรียนติหล่ะ " ขวัญเอ่ยกับพ่อของเขาภายในใจพลางนึกไปถึงสามเณรรูปนั้นอยู่จนต้องเผลอยิ้มออกมาด้วยความศรัทธาอยู่ลึกๆ
" เอ่อ...กะดีคือกันว่ะ พ่อเห็นเณรน้อยอยู่วัดเพินกะบวชเรียนหลายคือกันเด๊ะ หลวงพ่อพระครูเพินส่งไปเรียนจนได้ดิบได้ดีกะมีหลายคือกัน ไคกั่วพวกสูสิมาหายิงนกยิงกะปอมอยู่เลาะบ้านอยู่เด๊ะ อายุแค่นี้ซอยเวียกซอยงานกะบ่ทันได้ปานได๋ดอก หาร่ำหาเรียนคือสิเหมาะกั่วพ่อว่า " ทิดจวนบอกทำให้เจ้าขวัญผู้เป็นลูกชายถึงกับยิ้มออกมา
" ครับอี๊พ่อ ผมกะอยากเรียนครับแต่คันผมบวชกะต้องไห่เพินไผ่เพินจักรบวชนำกันพอได้มีหมู่แน " บอกพ่อแต่สายตากลับมองไปที่เพื่อนรักทั้งสอง
" เดี๋ยวค่อยคุยกันเพินขวัญ แต่ตอนนี้ซอยเฮาคิดก่อนว่าสิเฮ็ดแบบได๋กับเต่าโตนี้ดี " จักรขอความเห็นพร้อมจ้องมองดูเต่าเพ็กที่นอนสงบนิ่ง ซึ่งถูกจักรวางไว้อยู่ไกล้ๆกับเตาไฟ
" โตถามพ่อเฮาพุ้นเพินจักร เฮาบ่ฮู้แนวเฮ็ดดอก " ขวัญโยนออกไปให้พ่อช่วยคิด
" ลุงจวนเต่าเฮ็ดหยั๋งกินค่อยสิแซบลุง ผัดเผ็ดดีบ่ครับ ลุงเฮ็ดได้บ่ " ????????
" เฮ็ดเป็นอยู่ แต่กูบ่อยากฆ่าเต่าปานได๋ว๊ะ แต่ถ่าฆ่ามาแล้วกูสิเฮ็ดให่กินเองกะได้อยู่ " ทิดจวนบอกซึ่งในใจแกก็หมายความตามนั้นจริงๆ แม้เมนูผัดเผ็ดเต่าดูจะเป็นเมนูที่อร่อยแล้ว แต่คนโดยทั่วไปก็ไม่ค่อยที่จะนำเต่ามาทำเป็นอาหารเท่าใดนัก โดยเชื่อว่าเต่านั้นเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์และเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนยาวนั่นเอง
" บ่ยากดอกลุงจวน เดี๋ยวผมจัดการสำเร็จโทษไห่เอง " จักรบอกพร้อมกับก้มจับเอาเต่าที่นอนสงบนิ่งอยู่โดยหารู้ไม่ว่าชะตากรรมของมันตอนนี้กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว โดยที่ทุกคนไม่คาดคิดเจ้าจักรโยนเต่าเพ็กตัวเขื่องเข้าเตาไฟทันทีทำเอาลุงจวน ไผ่และขวัญต้องสะดุ้งอ้าปากหวอมองค้างตาม เมื่อถูกความร้อนจากไฟการดิ้นรนหนีเอาตัวรอดก็เริ่มขึ้น เมื่อเต่าเริ่มโผล่หัวออกมาจากกระดองขาทั้งสี่ข้างของมันถูกใช้ในทันทีเพื่อนำตัวเองออกหนีจากเปลวไฟที่กำลังลุกโชน แต่การหนีตะเกียกตะกายเอาตัวรอดของมันนั้นดูจะไร้ค่าขึ้นมาทันที เมื่อจักรใช้ไม้เขี่ยมันกลับเข้าไปยังจุดเดิมอีกครั้งพร้อมกับใช้ไม้บีบกดเน้นน้ำหนักลงไปบนกระดองเพื่อไม่ให้เต่าคลานหนีออกมาได้ ท้ายสุดแล้วความร้อนที่แผดเผายังอานุภาพให้เจ้าเต่าชะตาขาดตัวนี้ต้องหมดเรี่ยวแรงที่จะดิ้นรนต่อสู้ได้ ค่อยๆปิดเปลือกตาลงเหมือนกับว่าน้ำตาหลั่งไหลออกมายอมรับชะตากรรมของตัวเองแบบน่าสงสาร จนไผ่และขวัญต้องเบือนหน้าหนีออกมาทันที
" อ่า....เพินจักร " เสียงขวัญครางออกมาเบาๆ ไม่มีคำพูดนอกเหนือจากนั้นเมื่อเห็นการกระทำของเพื่อนรัก นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาเห็นเพื่อนคนนี้โยนสิ่งมีชีวิตให้เปลวไฟเผาไหม้ตายทั้งเป็นแบบนี้ อนิจจา.... เวรกรรม...เวรกรรม...
วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
นิยาย กรรมลิขิต 1
ตอน ปฐมกรรม 1
...ชะตาชีวิตของคนเราแต่ละคนนั้นย่อมไม่เหมือนกัน แต่ละคนแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง แต่ละคนมีทั้งดีและไม่ดีคลุกเคล้ากันไป เราสามารถที่จะแก้ไขตัวเองไปในทางที่ดีได้ในปัจจุบันเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว แต่กรรมเก่าเราไม่อาจรู้ได้ว่าที่ผ่านมาเราได้ทำอะไรสิ่งใดไว้บ้างถึงได้ส่งผลให้ต้องได้รับได้เจอในภพปัจจุบัน ชะตาชีวิตคนเราขึ้นอยู่กับกรรมเก่าและกรรมใหม่ เหมือนดังที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ว่า " สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" กรรมย่อมเป็นไปตามดุลยภาพแห่งการกระทำ ความแรงของกรรมขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของผู้กระทำและมักจะส่งผลโดยทางตรงและทางอ้อม ถ้าวันหนึ่งวันใดชีวิตของเราต้องผกผันตกต่ำ ด้อยโอกาสในวาสนาบารมี เกิดท้อใจจนย่อหย่อนในการดำเนินชีวิต ปล่อยชีวิตให้ระหกระเหินตกต่ำโดยไม่คิดสู้ ยิ่งมีวิบากกรรมมากทุกข์ทรมานมาก ก็ยิ่งต้องดิ้นรนให้มาก หาทางสร้างคุณงามความดีชดเชยให้แก่เจ้ากรรมนายเวรเหล่านั้นดีกว่า เพราะถ้าเป็นกรรมที่เบาบางก็อาจหายไปได้ ถ้าเป็นกรรมหนักก็จะบรรเทาเบาบางลงไปครับผม.....
... ดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อยลงต่ำจนเกือบจะถึงยอด "ภูเม็ง" ภูเขาลูกยาวที่กินพื้นที่ไปหลายอำเภอของจังหวัดขอนแก่น และภูเขาลูกนี้ยังเป็นเขตกั้นแดนระหว่าง อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น กับ อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิอีกด้วย แสงสีส้มอ่อนของดวงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องกระทบยอดไม้ อีกไม่นานนักสรรพสิ่งรอบข้างก็คงมืดมิดเป็นไปตามวัฐจักรแห่งกาลเวลา สายฝนยามเดือน7 ที่เทกระหน่ำลงมาช่วงบ่ายยังความชุ่มชื้นให้กับผืนดินและสิ่งมีชีวิต ท้องทุ่งนาบางแห่งถึงกับมีน้ำท่วมขัง ขวย "จิ้งโกร่ง" (จิโปม) ที่แต่ก่อนผุดขึ้นใต้ต้นหว้าต้นใหญ่อยู่ละลานตา ซึ่งเจ้าของมันใช้เป็นที่อำพรางตัวขุดรูกบดานอยู่ข้างล่าง เสมือนนักรบที่คอยระแวดระวังภัยเมื่อมีศัตรูคุกคาม ตอนนี้เกราะกำบังข้างบนของมันถูกน้าฝนชะล้างจนมองแทบไม่เห็นเค้า ดอกบาน ค่ำตามคันนาบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมคละเคล้ากับกลิ่นของผักแขยงที่กำลังแตกใบเขียวสวย กลิ่นสาบของไอดินโชยกรุ่นเข้ามาปะทะนาสิก ยังความอิ่มเอมใจให้แก่ชาวนา อีกไม่นานนักพวกเขาก็จะได้ทำหน้าที่ของพวกเขาอีกครั้งนึง ซึ่งมีโอกาสเพียงแค่ปีละครั้งเท่านั้นเอง เสียงเขียดจะนาน้อยร้องคอรัสประสานเสียงร้องระงมไปทั่วท้องทุ่งนา เสมือนเป็นดนตรีชั้นเลิศขับกล่อมบรรเลงสรรพสิ่งรอบข้าง เพิ่มเสน่ห์ให้กับผืนดินถิ่นอีสาน ที่เหมือนมีมนตราดึงดูด "อาคันตุกะ" ผู้ที่ไม่เคยได้พบเห็นได้สัมผัสบ่อยครั้งนัก เฝ้าปรารถนาที่จะได้พบเจอและกลับมาสัมผัสกับกลิ่นอายของธรรมชาติแบบนี้อยู่ร่ำไป....
" ไผ่เอ๊ยไผ่...ไผ่เอ๊ย.. ไปไสอีกน้อมันค่ำมันมืดแล้วคือจั่งบ่เห็นมาอาบน้ำอีกอยู่ ...ใยเอ๊ย...น้องหนีไปเหล่นทางได๋อีกหล่ะ เห็นจูงควายมาเข่าคอกแล้วคือจั่งหายมิดจ้อยเลย " เสียงป้าไหมร้องตะโกนออกมาจากบ้านถามลูกสาว เมื่อตะโกนเรียกหาลูกชายไม่พบ ควันไฟกำลังพวยพุ่งขึ้นมายังจุดที่แกอยู่ หม้อนึ่งถูกยกขึ้นวางไว้ที่เตาไฟเพื่อเตรียมที่จะนึ่งข้าวในตอนเย็น
" ใยว่าคือสิไปเหล่นนำเขาบักขวัญคือเก่านั่นหล่ะแม่ ไปไสไกลบ่เป็นดอกนอกจากหม่องหั่น " สายใย ลูกสาวคนสวยที่พึ่งแต่งงานไปเมื่อไม่กี่เดือนร้องตอบแม่กลับเข้าไป ขณะสาละวนเก็บยอดผักชะอมที่ปลูกไว้อยู่ข้างรั้วบ้าน ช่วงนี้ฝนตกอยู่เป็นระยะๆมันทำให้ต้นชะอมแตกยอดอ่อนเขียวอยู่ทั่วต้น
" ไปนำน้องมาอาบน้ำแนไป๋หล่า มันมืดมันค่ำแล้ว " เสียงป้าไหมยังดังแว่วออกมาจากข้างใน
" โอ๊ย...เดียวมันกะกลับมาเองดอกแม่ อย่าไปยากนำมันหลาย // อ้ายนันเลากะจั่งแม่นโดนเข้าบ้าน คือว่าสิออกไปส่องเบิ่งนาคาวเดียวนึง " ตอบผู้เป็นแม่กลับไปและสุดท้ายมาลงน้ำเสียงบ่นให้ผู้เป็นสามี
" ไหม " หญิงหม้ายวัย 35ปี ผู้มีลำเนาอยู่ " เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ" ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่า "ตำน้ำกิน" ต้องย้ายตัวเองขึ้นมาอยู่กับทิดไกรผู้เป็นสามีที่ บ้านหนองนางาม อำเภอ มัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่ตอนอายุ 25ปีหลังจากแต่งงานได้เพียงแค่อาทิตย์เดียว หลังจากนั้นไม่นานทิดไกรก็พาไหมแยกครอบครัวออกมาจากผู้เป็นพ่อและแม่ โดยที่พ่อของเขาได้แบ่งที่สวนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านหลังที่แกอยู่มากนักใช้เป็นที่ปลูกบ้านหลังใหม่ของพวกเขา การสร้างอนาคตร่วมกันของพวกเขาถูกดำเนินไปตามวิถีทางแบบที่เรียบง่าย ทิดไกรยังได้ที่นาที่ผู้เป็นพ่อแบ่งมาให้อีกหนึ่งแปลงจำนวน 15ไร่ เพื่อให้ลูกชายและลูกสะใภ้ได้ประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองต่อไป แต่เหมือนชะตาฟ้าลิขิตถูกสวรรค์แกล้ง หลังจากที่แต่งงานอยู่กินกันได้เพียงแค่ 12ปี ทิดไกรก็พลันเสียชีวิตลงก่อนวัยอันควรแบบที่ใครๆไม่คาดคิดด้วยระบบหัวใจล้มเหลว หรือทางภาคอีสานเรียกว่าโรคไหลตายนั่นเอง ยังความเสียใจให้คนที่อยู่ข้างหลังเป็นทวีคูณโดยทิ้งพยานรักไว้ให้ไหมดูต่างหน้าถึงสองคน นั่นก็คือสายใย และเจ้าไผ่นั่นเอง
... หมู่บ้านหนองนางาม ตำบลหนองนางาม อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่400กว่าหลังคาเรือนเลยทีเดียว เดิมหมู่บ้านแห่งนี้ชื่อว่า บ้านหนองหญ้าไซ แต่ต่อมาต้องเปลี่ยนเป็นหนองนางามเนื่องจากสาเหตุ ได้มีที่นาแปลงหนึ่งอยู่เหนือหมู่บ้านติดกับหนองหญ้าไซ หนองน้ำประจำหมู่บ้าน เจ้าของที่นาผืนนี้เมื่อถึงฤดูทำนาเขาไม่เคยได้ใส่ปุ๋ยหรือแม้แต่มูลสัตว์เลย แต่ข้าวที่ปักดำไว้กลับงอกงามออกผลผลิตให้แก่เจ้าได้มากในทุกๆปี และเมื่อนำชื่อมาเปรียบเทียบกัน คำว่าหนองหญ้าไซที่คนนำมาบริโภคไม่ได้ แต่คำว่านางาม (ซึ่งเป็นข้าว) เป็นพืชที่คนรับประทานได้ คนเก่าแก่แต่ก่อนจึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ชื่อนี้แทน และหนองน้ำ " หนองหญ้าไซ " ก็ถูกเปลี่ยนชื่อไปเป็น "หนองนางาม " โดยปริยายเช่นกัน...
" เย๊...เย๊.....เอาอีก... จั่งซั่นแนแม๊ะเนาะ โฮ้....เที่ยวนี้หมุนหลายรอบขนาดเลยเว๊ย..คัก...คัก.." เสียงดังมาจากซุ้มหน้าบ้านหลังหนึ่ง แสงไฟภายในบ้านยังพอให้พวกเขามองเห็นกับกิจกรรมที่กำลังทำกันอยู่ในตอนนี้
" ตายแท้ๆปลากัดโตเพินจักร ถืกปลากัดเฮาหย่องกัดจนปากส่อยโตส่อยเหมิดแล้ว เอาอีกบักหล่า... เอาอีก... น้านหล่ะ ฮ่าๆๆ ได้ใจขนาดเลยเว๊ย " เสียงร้องเชียร์ของเจ้าไผ่เด็กนักเรียน ที่พึ่งจะจบชั้นป.6ออกมาได้ไม่นานนั่นเอง พร้อมกับเต้นแสดงอาการลิงโล้ดดีใจเมื่อปลากัดตัวเก่งของเขาไล่กัดปลากัดของจักรเพื่อนรักจนเกิดแผลไปทั่วตัว
" แย่ขนาดเลยว่ะ..เฮาอุตส่าห์เลือกเอาโตที่คิดว่าสุดยอดออกมาแล้วคือเป็นแบบซี้ไปได้ว่ะ // เอาคืนเว๊ย..มึงกัดแพ้ถืกโยนเข่ากองไฟแท้ๆหล่ะงานนี้ " เสียงจักรบ่นออกมาแสดงให้เห็นว่าอารมณ์กำลังไม่จอยกับเจ้าปลากัดของเขา
" ใจเย็นเพินจักรใจเย็น..เฮาว่ามันถืกกัดไปคักแล้วจนบาดไปเหมิดโตเฮาว่าเทน้ำออกสา... เซาเถาะเนาะ " ขวัญให้ความเห็นกับเพื่อนสายตายังจับจ้องไปที่ขวดโหลขนาดกลางที่ตอนนี้ข้างในมีปลากัดสองตัว ซึ่งตัวหนึ่งดูจะมีแผลเหวอะไปทั่วลำตัวเนื่องจากถูกปลาอีกตัวไล่กัด
" เดี๋ยวก่อนเพินขวัญกำลังมันส์เลย " จักรบอกพร้อมกับลุ้นปลากัดของตัวเองให้ฮึดสู้ปลากัดของไผ่อีกครั้ง แต่เมื่อดูแล้วสถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ไปกันใหญ่และผลสุดท้ายปลากัดของจักรต้องออกโง่หนีอย่างไปเป็นท่า
" ฮ่าๆๆ เป็นได๋เพินจักร เฮาว่าแล้วปลากัดของเฮาโตนี้บ่ธรรมดา " ไผ่ร้องดีใจออกมาเมื่อรู้ว่าปลาของตัวเองเป็นฝ่ายชนะ
" เทน้ำออกเร็วหลูโตนมัน " ขวัญกระตุ้นไผ่เพื่อนรักให้เทน้ำจากขวดโหล ไผ่จัดการตามที่เพื่อนบอกและเขาก็นำปลากัดเข้ายังขวดของเขาที่เตรียมไว้ก่อนหน้านั้น
" ออกโง่เลยเนาะมึง อุตส่าห์ตั้งใจสิแก้คืนเถี่ยวก่อนกะยังบ่ได้อยู่...โง่คักแม่นบ่....โง่หลายมึงต้องเจอแบบซี้ " จักรสบถออกมาเมื่อไม่พอใจกับฟอร์มปลากัดของเขา และเขาก็ทำในสิ่งที่เพื่อนรักทั้งสองไม่คาดคิดเมื่อจับปลากัดของเขาเดินตรงไปที่เตาไฟ ซึ่งแม่ของขวัญก่อไว้อยู่หน้าบ้าน
" ฮ๊ะ... เฮ๊ยย.... เพินจักรอย่า " เสียงไผ่และขวัญดังขึ้นพร้อมกัน
ตอน ปฐมกรรม (ต่อ)
..กรรมชั่วที่เราทำด้วยเจตนา ทางกาย ทางวาจา หรือทางใจก็ตาม ถึงเราจะไม่สามารถลบล้างได้ แต่เราสามารถทำกรรมดี ทำดีให้มากๆ หรือดีอันยิ่งใหญ่ เพื่อไม่ให้กรรมชั่วบางชนิดมีโอกาสให้ผล หรืออาจจะเข้าไปตัดรอนกรรมชั่วนั้นลงได้โดยเด็ดขาด ( อุปฆาตกกรรม) หรือเข้าไปลดกรรมชั่วนั้นให้มีโอกาสให้ผลน้อยลง เบาบางลง (อุปปีฬกกรรม) อีกทั้งกรรมดีที่เราทำนั้นก็จะไปสนับสนุนกรรมดีที่เรามีอยู่ให้มีโอกาสให้ผลเต็มที่ (อุปัตถัมภกรรม) เหมือนดังพระบรมราโชวาทในลักษณะที่ว่า "เราไม่สามารถทำทุกคนให้เป็นคนดีได้ทั้งหมด แต่เราต้องสนับสนุนคนดีให้คนดีได้ปกครองบ้านเมืองเพื่อป้องกันคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้ " ฉะนั้น เราไม่สามารถล้างกรรมชั่วได้ทั้งหมด แต่เราสามารถทำกรรมดี เพื่อให้กรรมดีมีอำนาจมากกว่ากรรมชั่ว ไม่ให้กรรมชั่วมีอำนาจมากกว่า หรือไม่ให้กรรมชั่วมีโอกาสให้ผลได้ เมื่อเราทำกรรมดีมากๆ ดีอย่างที่สุด ดีอย่างยิ่งใหญ่ กรรมดีที่เราทำนั่นแหล่ะ จะเข้าไปตัดรอน เข้าไปเบียดเบียนกรรมชั่ว ไม่ให้กรรมชั่วมีโอกาสให้ผลได้ ตัวอย่างในสมัยพุทธกาล ก็อย่างเช่น ท่านองคุลิมาล ฆ่าคนมาเป็นร้อยเป็นพันคน แต่ทำกรรมดีอันยิ่งใหญ่คืออรหันตมรรค อรหันตผล ซึ่งกรรมชั่วที่จะนำไปสู่อบายภูมิเป็นอันไม่มี กลายเป็นอโหสิกรรมไป (กรรมที่ไม่มีโอกาสให้ผล หรือให้ผลไม่ทัน หรือกรรมที่ผ่านพ้นไปแล้ว) เพียงมีแต่เศษกรรมเล็กๆ น้อยเท่านั้น
(แต่นั่นการทำความดี นั่นแหล่ะ ดีที่สุด)
บทความดีๆจากพระพุทธศาสนาครับ
" ออกโง่เลยเนาะมึง.. อุตส่าห์ตั้งใจสิแก้คืนเถี่ยวก่อนกะยังบ่ได้อยู่...โง่คักแม่นบ่....โง่หลายมึงต้องเจอแบบซี้ " จักรสบถออกมาเมื่อไม่พอใจกับฟอร์มปลากัดของเขา และเขาก็ทำในสิ่งที่เพื่อนรักทั้งสองไม่คาดคิดเมื่อจับปลากัดของเขาเดินตรงไปที่เตาไฟ ซึ่งแม่ของขวัญก่อไว้อยู่หน้าบ้าน
" ฮ๊ะ... เฮ๊ยย.... เพินจักรอย่า " เสียงไผ่และขวัญดังขึ้นพร้อมกันเมื่อเห็นจักรเพื่อนรักโยนปลากัดของเขาเข้าไปที่เตาไฟ ถือว่าโดนไปแบบสองเด้งเลยสำหรับปลากัดตัวนี้ แค่บอบช้ำจากบาดแผลที่ได้รับจากสนามการต่อสู้ก็นับว่าแย่พอแล้ว
" เพินจักรแหมะ.. ไปโยนมันเข่ากองไฟเฮ็ดหยั๋งคือบ่เอากลับไปปล่อยคืนหนอง " ขวัญหมายถึงหนองนางาม หนองน้ำประจำหมู่บ้าน " หนองนางาม " หนองน้ำที่มีขนาดใหญ่ เป็นที่ชุกชุมของปลาอยู่หลายสายพันธุ์ ทั้งที่มีเองตามธรรมชาติและก็มีไม่น้อยเลยทีเดียวที่ชาวบ้านร่วมกันปล่อยลงแทบทุกๆปี ที่สำคัญหนองน้ำแห่งนี้ไม่เคยเหือดแห้ง นับว่าหนองน้ำแห่งนี้ยังประโยชน์ให่แก่ชาวบ้านหนองนางามและหมู่บ้านไกล้เคียงได้มากมายเลยทีเดียว
" ซางมันเถาะ.. ปะสาปลากัดขี่แพ้โตเดียวมันบ่สมควรสิได้กลับคืนหนองน้ำดอก มันสมควรตายหลายกั่วที่เฮ็ดให่เฮาอารมณ์เสีย " จักรบอกพร้อมกับยืนมองปลากัดที่กำลังถูกไฟเผาไหม้
" อ้าวๆ... พากันเลิกได้แล้วเด้อ ค่ำมืดตืดตาแล้วมาหาอาบน้ำกินเข่าได้แล้วขวัญเอ๊ย... พากันเหล่นหยั๋งกะด้อกะเดี้ยแท้ บักไผ่กับบักจักรกะกลับบ้านได้แล้วหล่า บ่แม่นแม่สูจ่มหาแล้วติ " เสียงทิดจวนพ่อของเจ้าขวัญดังออกมาจากข้างในบ้าน
" เฮากลับก่อนเด้อสั่นหน่ะเพิน มื้ออื่นค่อยว่ากันใหม่ " ไผ่บอกเพื่อนรักพร้อมกับคว้าคอขวดปลากัดของเขาเดินฝ่าความมืดกลับบ้านซึ่งอยู่ไกลออกไปไม่เท่าไรนัก ส่วนจักรเองก็กลับเช่นกันแต่แยกกันคนละทาง บ้านของไผ่นั้นอยู่ทางทิศตะวันออกส่วนบ้านของเจ้าจักรอยู่ทิศเหนือบ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัด " อุดมคีรีเขต " สถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจพุทธศาสนิกชนและเป็นที่หล่อหลอมจิตใจของชาวบ้านหนองนางามนั่นเอง ถัดกันไปไม่เท่าไรก็เป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนบ้านหนองนางาม โรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษา
..เมื่อกลับมาถึงบ้าน เจ้าไผ่นำขวดปลากัดของเขาเข้าไปเก็บไว้ที่ห้องน้ำ เหตุผลที่เขาเลือกนำมาไว้ตรงจุดนี้ก็เพราะ ห้องน้ำเป็นที่เย็น อากาศไม่ร้อนทำให้ไม่เกิดปัญหากับปลากัดของเขา ตอนนี้เขามีปลากัดอยู่ในความดูแลถึง20ตัวเลยทีเดียว เขาใช้ไม้กระดานปูวางทับไปบนก้อนอิฐเพื่อยกให้สูงจากพื้นขึ้นมาหน่อย ขวด20ขวดถูกตั้งเรียงรายโดยมีแผ่นกระดาษปิดคั่นเพื่อป้องกันไม่ให้ปลากัดแต่ละตัวมองเห็นกัน ใช้ต้นหญ้าใส่ลงในแต่ละขวดเพื่อให้ปลากัดได้พักตัวด้วย อาหารสำหรับปลาก็ดูจะหาได้ง่ายตามแอ่งน้ำทั่วไปนั่นก็คือ "ลูกน้ำ" นั่นเอง
" ไผ่เอ๊ย..ฟ้าวอาบน้ำเด้อหล่า แล้วๆสิได้มากินเข่า " นันร้องบอกเมื่อรู้ว่าเป็นเสียงใครอยู่ในห้องน้ำ
" ครับพี่อ้าย.. ผมเบิ่งปลากัดจักคาวก่อนครับเดี๋ยวกะแล้วดอก "
น้ำพริกปลาทูกับทอดไข่ใส่ผักชะอม เป็นเมนูง่ายๆสำหรับมื้อค่ำของครอบครัวเล็กๆครอบครัวนี้ วิถีคนอีสานการกินอยู่ช่างเรียบง่ายนัก ความฟุ้งเฟ้อ การเห่อตามแฟชั่นสมัยนิยม ยังไม่มีให้เห็นเหมือนดั่งเช่นทุกวันนี้ ซึ่งนับวันดูจะรุนแรงตามกระแสเหลือเกินเพราะรับเอาวัฒนธรรมจากโลกตะวันตกเข้ามาใช้จนน่าใจหาย...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




























